วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"เบเกอร์... ถนนที่นิยายกลายเป็นจริง" / ตีพิมพ์ในนิตยสารต่วย'ตูนฉบับเดือนกันยายน พ.ศ 2548

เรื่อง "เบเกอร์... ถนนที่นิยายกลายเป็นจริง"
ตีพิมพ์ในนิตยสารต่วย'ตูนฉบับเดือนกันยายน พ.ศ 2548

เป็นเรื่องแรกที่เขียนขึ้นแล้วลองส่งไปให้บรรณาธิการของต่วย'ตูน พิจารณา ซึ่งในขณะนั้นคือ คุณลุงวาทิน ปิ่นเฉลียว หรือ "คุณลุงต่วย" ซึ่งเมื่อส่งเรื่องให้ท่านแล้ว ภายในวันเดียวท่านก็โทรศัพท์กลับมา แล้วบอกว่า ขอให้เขียนส่งให้ต่วย'ตูนอีกเรื่อยๆ และจากนั้นก็สร้างความผูกพัน ทำให้ได้เขียนหนังสือให้กับต่วย'ตูนนานกว่า 10 ปี
หมายเหตุ: ตอนที่ตัดสินใจส่งเรื่องไปให้คุณลุงต่วยครั้งแรก ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เพราะไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้ลงตีพิมพ์หรือไม่ แต่หลังจากที่ได้ตอบรับให้เป็นนักเขียนประจำแล้ว ก็ได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเป็นที่เรียบร้อย ไม่ได้ทำผิดกฎบริษัทแต่ประการใด






หมายเหตุ - เรื่องนี้ เขียนขึ้นในปี พ.ศ.2548 ดังนั้น ข้อมูลอาจจะไม่ตรงกับในปัจจุบันนัก อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนสถานีเบเกอร์ในรถไฟใต้ดินลอนดอน ยังสามารถเพลิดเพลินกับการมองภาพ "เชอร์ล็อค โฮล์มส์" จำนวนมากในสถานี และยังเดินไปพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อค โฮล์มส์ได้เช่นเคย

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องสั้น "อโหสิกรรม" / ตีพิมพ์แล้ว ใน "ขายหัวเราะ" มิ.ย.2559

เรื่องสั้น "อโหสิกรรม" / ตีพิมพ์แล้ว ใน "ขายหัวเราะ" มิ.ย.2559

ตัดสินใจเขียนเรื่องสั้น หลังจากรู้ว่า มีเนื้องอกในสมอง และต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ก่อนผ่าตัด อยากทำอะไรอย่างที่หวังว่าจะทำ แล้วไม่ได้ทำสักที ก็เลยเขียนเรื่องนี้ขึ้น ส่งไปให้ บก.ขายหัวเราะพิจารณา โดยไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัว พอได้ลงพิมพ์ ก็ยังไม่รู้เรื่องอีก เพราะมัวอยู่โรงพยาบาล กว่าจะได้หนังสือเล่มนี้มา ก็เป็นตอนที่โกนหัวผ่าตัดไปแล้ว และเป็นแรงใจให้เขียนอีกหลายๆ เรื่องต่อมา

ลองอ่านกันสนุกๆ นะคะ















วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สุขสันต์วันเกิด ฮะชิโก - Hachikō (ฮาจิ)

สุขสันต์วันเกิด ฮะชิโก - Hachikō (ฮาจิ)

ฮาจิ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1923 เป็นสุนัขพันธุ์ อะกิตะอินุ ที่มีชื่อเสียง และมีอนุสาวรีย์เป็นของตัวเอง ด้วยเรื่องราวอันน่าประทับใจ จนหลายคนต้องหลั่งน้ำตาให้

เรื่องราวของฮาจิ สามารถหาอ่านได้ทั่วไป ในเมืองไทยมีหนังสือเกี่ยวกับฮาจิหลายเล่ม แต่เล่มที่อ่านแล้วต่อมน้ำตาแตกจริงๆ คือ เล่มที่ชื่อว่า "ตราบจนสิ้นใจ"

เพราะฮาจิ รอนาย ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของสุนัขตัวหนึ่ง ที่เดินไปยืนรอเจ้านายที่สถานีรถไฟทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่า เขาจะไม่มีวันกลับมา เพราะ ฮิเดะซะบุโร อุเอะโนะ อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวผู้เลี้ยง ฮาจิ มาตั้งแต่ ค.ศ.1924 เสียชีวิตกระทันหันที่มหาวิทยาลัยไปแล้วตั้งแต่ปี 1925 แต่ฮาจิ ก็มายืนรอนายที่สถานีรถไฟชิบุยะทุกวัน ตราบจนสิ้นใจในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 1935 รวมเวลานานกว่า 10 ปี ที่ฮาจิมารออย่างไม่มีวันหยุด แต่..นายไม่เคยกลับมา

ผู้คนมักเคยชินกับอนุสาวรีย์ ฮาจิ หน้าสถานีรถไฟชิบุยะ เลยไม่นำภาพอนุสาวรีย์มาลง เพราะคนเห็นกันบ่อยแล้ว แต่วันนี้ เพื่อรำลึกถึงวันเกิดฮาจิ ขอนำภาพจริงๆ ของฮาจิมาลงให้เห็น

ภาพนี้ คือ ร่างจริงของฮาจิ ที่ได้มีการสตาฟเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (หากใครสนใจจะแวะไปเยี่ยมฮาจิ สามารถลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่สถานีอุเอโนะ แล้วเดินมาอีกไม่ไกล ผ่านสวนอุเอโนะมาค่ะ)





เราไปยืนมอง "ตัวจริง" ของฮาจิ แล้วก็รู้สึกว่า เจ้าหมายอดกตัญญูตัวนี้ ตัวเล็กมาก เล็กกว่าที่เคยคิดไว้ เพราะปกติ เวลาเห็นที่อนุสาวรีย์ ฮาจิตัวโตกว่านี้มาก แต่ตัวจริง ฮาจิ เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก ยิ่งทำให้มองเห็น "หัวใจ" ที่ยิ่งใหญ่ของหมาน้อยตัวนี้


เรื่องราวของฮาจิ ถูกนำไปเป็นแรงบัลดาลใจในหนังสือหลายเล่ม ละคร ภาพยนตร์ รวมถึงภาพยนตร์ฮอลีวู๊ด ที่ได้ลุงริชาร์ด เกียร์ มารับบทอาจารย์เจ้าของฮาจิ และดูเรื่องนี้ทีไร ก็ร้องไห้โฮๆ ได้ตลอด


ส่วนมุมน่ารักๆ ก็มีการนำฮาจิไปผลิตเป็นตุ๊กตา อย่างในภาพนี้ ตุ๊กตาฮาจิ ขายอยู่ในร้านของเล่น ที่สกายทรี โตเกียว หน้าตาบ๊องแบ๊วดี


และว่าแล้ว ก็ขอย้อนกลับไปยังสถานที่ที่คนไปเยี่ยมฮาจิกันบ่อยๆ ที่สถานีชิบุยะ นักท่องเที่ยวมักจะสนใจเฉพาะตัวอนุสาวรีย์ แต่หากมองไปรอบๆ จะเจอกำแพง ที่มีการทำโมเสค เป็นรูปฮาจิด้วย ดังนั้น ถ้าใครแวะไป ลองมองรอบๆ ด้วยนะคะ จะมีภาพฮาจิตั้งแต่เล็กๆ จนโตเลยทีเดียว


และล่าสุด ในปี 2015 ภาควิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้สร้างรูปหล่อาฮาจิ มาเป็นอนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีจุดเด่นต่างจากอนุสารีย์เดิม ที่มีแต่ฮาจิเพียงลำพัง เพราะอนุสาวรีย์ใหม่นี้ สร้างเป็นภาพที่ ฮาจิ ได้พบกับอาจารย์ เจ้าของที่ฮาจิรอคอย เป็นรูปหล่อแห่งความยินดีที่ได้กลับมาพบกัน ใครอยากดู ตามไปเจอพวกเขาได้ที่ภาควิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยโตเกียว



เพราะในที่สุด ฮาจิก็ได้เจอเจ้านาย
นายที่เจ้าหมาตัวน้อยๆ แต่มีหัวใจยิ่งใหญ่รอคอยมานานแสนนาน...ตราบจนสิ้นใจ

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ในสลัดก็มีไข่ดาวน้ำ (Poached Eggs)

หลังจากรีวิวเกี่ยวกับ ไข่เบเนดิกต์ (Egg Benedict) ซึ่งเป็นอาหารที่เราชอบไปแล้ว 2 หน วันนี้ จะรีวิวสั้นๆ เกี่ยวกับ ไข่ดาวน้ำ (Poached Eggs) ซึ่งเป็นของประจำของเมนู ไข่เบเนดิกต์ แต่คราวนี้ ไข่ดาวน้ำ มาเด่นอยู่กลางจานสลัด กับเมนู สลัดซีซาร์ ของร้าน S&P บ้านเรานี่เอง


ต้องบอกตามตรงว่า ทีแรกที่สั่งสลัดซีซาร์ (ราคา 155 บาท) ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีไข่มาด้วย เพราะซีซาร์สลัดที่ร้านอื่นๆ ไม่ค่อยจะเคยเห็นไข่ โดยเฉพาะไข่ดาวน้ำแบบนี้ ดังนั้น พอพนักงานยกจานมาเสริฟ ก็งงๆ นิดหน่อย แต่พอดีว่า ไข่ดาวน้ำเป็นอาหารที่ชอบมากอยู่แล้ว เลยรับประทานอย่างสบายอกสบายใจ

มีคนบอกว่า ไข่ดาวน้ำที่ดี เมื่อผ่าออกมา ไข่แดงต้องเยิ้ม ที่ผ่านมา ไม่เคยถ่ายรูปตอนผ่าไข่ คราวนี้เลยลองผ่ามาดู


แบบนี้ น่าจะถือว่า ผ่าน เพราะไข่ขาวสุกกำลังดี ไข่แดงเยิ้มสวย กับราคาร้อยกว่าบาทในร้านระดับนี้ ก็ถือว่า OK มากๆ ให้เต็มสิบเลย

เอ หรือจะให้เกินสิบ เพราะมีเบคอนกรอบๆ มาด้วย เกินห้ามใจ :)

หมายเหตุ  -  สำหรับการรีวิวที่เกี่ยวข้อง คือ "ไข่เบเนดิกต์" ลองตามไปดู รีวิว Dean & Deluca และ "ไข่เบเนดิกต์" แสนอร่อย ที่ https://kungmee.blogspot.com/2017/10/dean-deluca.html

และรีวิว อาหารเช้า ร้าน Bill's (อังกฤษ) / อีกครั้ง กับไข่เบเนดิกต์
ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/bills.html

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มันคือหายนะ - รีวิวร้านของเชฟระดับโลก เจมี โอลิเวอร์ (Jamie Oliver) ร้าน Jamies Italian // รีวิวอังกฤษ

วันนี้ มารีวิวร้านอาหารที่อังกฤษกันต่อ และยังเน้นร้านที่เป็นร้านเครือข่าย เผื่อว่าท่านที่สนใจ อาจจะตามไปทานได้ง่ายกว่าร้านที่ไม่มีสาขา และวันนี้ เลือกร้านที่เป็นของเชฟระดับโลก ซึ่งคนไทยก็น่าจะรู้จัก เพราะมีสาขาที่เมืองไทยด้วย แถมเจ้าต้วก็ออกโทรทัศน์บ่อยมาก นั่นคือ ร้าน Jamies Italian ของเจมี โอลิเวอร์ (Jamie Oliverซึ่งก็ต้องบอกว่า ราคาก็ "เวอร์" ด้วย ไปกินกัน 3 คน ค่าเสียหายตั้ง 65.90 ปอนด์ แต่ของแบบนี้ต้องลอง ไม่ลองจะรู้ได้ยังไง และยังคงทานกันที่สาขาเมืองเซนต์อัลบันส์ (StAlbans) เหมือนเคย เพราะเราปักหลักอยู่เมืองนี้เป็นส่วนใหญ่ 

ขอเล่าบรรยากาศก่อนรับประทานกันก่อน คือ เราเดินไปรอที่หน้าร้าน เพื่อรอให้พนักงานพาไปที่โต๊ะ ปรากฎว่า ช้ามาก (อาจจะ) เพราะพนักงานน้อย เราเห็นโต๊ะว่างเยอะ แต่ไม่ได้ไปนั่งสักที ทำให้ไม่ค่อยประทับใจตั้งแต่แรก 

พอได้ไปที่โต๊ะ ก็ได้เมนูมา มองๆ แล้ว พอพร้อมจะสั่งอาหาร ก็เรียกพนักงานยากอีก เสียเวลาไปอีกพักใหญ่ แต่ก็ได้สั่งมา 5 เมนู สำหรับทานกัน 3 คน คือ อาหารจานหลัก 3 จาน และอาหารทานเล่นอีก 2 จาน โดยอาหารจานหลัก ขอเริ่มจาก เบอเกอร์เนื้อ



เบอเกอร์นี้ เสริฟมาบนจานที่เป็นไม้ (ออกแนวเหมือนเขียง) ประทับตรา Jamie's Italian ต้องบอกว่า เป็นเบอร์เกอร์เนื้อที่อร่อยมาก อร่อยเว่อร์วัง สมเป็นร้านของเชฟชื่อดัง เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ซอสลงตัว ชีสพอดิบพอดี ในราคา 11.95 ปอนด์

อันที่จริง ต้องย้อนไปที่อาหารทานเล่น หรืออาหารเรียกน้ำย่อยกันก่อน แต่เนื่องจากเบอเกอร์เป็นอาหารที่เด่นที่สุดในมื้อนี้ เลยขอเอามานำเสนอก่อน แล้ววกกลับไปหาอาหารทานเล่น เมนูชื่อแปลกสำหรับเรา คือ Burrata อ่านแล้วก็งงๆ แต่สรุปคือเป็นคล้ายๆ สลัดผลไม้ แต่เด็ดที่ชีสที่โปะมา 



คือ ตัวสลัดผลไม้ไม่เท่าไหร่ แต่ชีสสีขาว โอ้โห อร่อยมาก ไม่รู้เขาใช้ชีสอะไร ราคาจานนี้ 7.50 ปอนด์ ถือว่าคุ้ม

จานต่อมาคือ ปลาหมึกทอด ในเมนู เขียนชื่อง่ายๆ คือ Crispy Squid ราคา 7.25 ปอนด์



จานนี้ ต้องบอกว่า เฉยๆ หลายร้านในบ้านเรายังปรุงรสอร่อยกว่า อันนี้ก็แค่ปลาหมึกกับมายองเนส บีบน้ำมะนาวเพิ่มรสนิดนึง ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย 

มาต่อกันที่จานหลักจานที่ 2 คือ พิซซาเห็ด ในเมนูเขียนว่า The Funghi Pizza ราคา 12.95 ปอนด์



ด้วยความไม่เกรงใจ เจมี โอลิเวอร์ ขอบอกว่า จานนี้ คือหายนะ ถ้าดูจากรูป เห็นขอบพิซซา ก็คงพอจะเดากันออกว่า มันไม่อร่อยเลย คือ แป้งเหนียว หนา หน้าน้อย และด้วยความที่เราไปทานกัน 3 คน เลยแบ่งกันทานทุกจาน จานนี้ ทีแรก เราพยายามใช้มีดหั่นแบ่ง แต่ปรากฎว่า มีดหั่นไม่ขาด สุดท้ายต้องเอามือดึงๆ และพยายามกัด พยายามเคี้ยวกันแบบเมื่อยกรามเล็กน้อย ไม่เคยเจอพิซซาที่เหนียวได้ขนาดนี้ ถ้าวันไหนมีโอกาสเจอ เจมี โอลิเวอร์ เราอยากจะเดินไปบอกว่า อาหารของร้านคุณมันทำเราเกือบกรามค้างแน่ะ

จานหลักจานสุดท้าย เราเรียกเองว่า สารพัดย่าง ราคา 19.95 ปอนด์




ชื่อในเมนูเขียนว่า Mixed Grill ก็คงตามที่เราแอบเรียกว่าสารพัดย่าง มีเนื้อย่าง ไส้กรอกย่าง เห็ดย่าง ก็ต้องบอกว่า จานนี้ เห็นหายนะอีกจานนึง ทั้งจาน มีอร่อยอยู่แค่เห็ดย่าง นอกนั้น ไม่สมราคา 19.95 ปอนด์ ที่ได้เนื้อเหนียว ไม่นุ่ม ชุ่ม แตกต่างจากเบอร์เกอร์อย่างชัดเจน อ้อ ของดีอีกอย่างที่ต้องให้เครดิต คือ สลัดที่เคียงมากับของย่าง อันนี้อร่อย ออกรสเปรี้ยว ทำให้ตัดกับความเลี่ยนของอาหารอื่นๆ ได้ และมีความสดชื่นมากขึ้น

ว่าแล้ว มาดูเมนูของร้านกันหน่อย



ตามมาด้วยบิลเก็บเงิน ซึ่งก็รอนานแสนนานอีกเหมือนกัน กว่าจะตามพนักงานมาเก็บเงินได้ (ถ้าหนีไปโดยไม่จ่าย เราคิดว่า พนักงานก็ไม่รู้นะเนี่ย)



จะว่าแพงก็แพง แต่ก็ไม่ได้แพงกว่าร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกัน อาจจะบอกว่า กลางๆ ดีกว่า แต่ที่สำคัญกว่าราคาคือ มันไม่อร่อยสมชื่อชั้นของ เจมี โอลิเวอร์ และที่ตลก (ร้าย) คือ พอเราไปเล่าให้คนอังกฤษฟังว่าไปทานอาหารร้านนี้มา มีแต่คนหัวเราะ แล้วบอกว่า คนอังกฤษเค้าเลิกกินกันแล้ว มีแต่พวกต่างชาติหัวดำอย่างเราที่ยังอยากไปลอง เพราะได้ยินชื่อเสียงของเขา แต่คนที่อยู่กันประจำรู้แล้วว่า ร้านนี้ ไม่อร่อย งานกร่อยไปเลย แต่ก็ยังคิดว่า เอาเหอะ ไม่ลองก็ไม่รู้ซิน่า 



งานนี้ เราสามคน ขำกันกลิ้ง ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาหาร้าน อุตส่าห์รอบริการ แล้วมันก็แย่ 555 แต่ยังหัวเราะกันออก ก็ชีวิตมันต้องมีสีสันนี่นา

อ้อ อย่างน้อย เบอเกอร์ก็อร่อยตั้งอย่างนึงแน่ะ !!!

รีวิว อาหารเช้า ร้าน Bill's (อังกฤษ) / อีกครั้ง กับไข่เบเนดิกต์

วันนี้ ขอมารีวิวอาหาร หลังจากกลับมาจากอังกฤษ ซึ่งไปทานมาหลายร้าน แต่หนึ่งในบรรดาร้านที่ชอบมากที่สุด คือ ร้าน Bill's และคิดว่า การรีวิวนี้ น่าจะมีประโยชน์ เพราะร้าน Bill's เป็นร้านเครือข่าย ที่มีในหลายเมืองของอังกฤษ ส่วนเรา ทานที่สาขาเมืองเซนต์อัลบันส์ (St.Albans City) ค่ะ หากผู้อ่านท่านไหนไปอังกฤษ อาจจะลองหาร้านนี้ดูในเมืองที่ท่านไป


จริงๆ ร้านนี้ ขายตลอดวัน แต่เราไปทานอาหารเช้า ก็เลยสั่งชุดอาหารเช้า และขอนำภาพอาหารที่ชอบมากๆ และเคยรีวิวไปหนนึงแล้วมานำเสนอก่อน คือ "ไข่เบเนดิกต์" (หากสนใจเรื่องนี้ ลองตามไปดู รีวิว Dean & Deluca และ "ไข่เบเนดิกต์" แสนอร่อย ที่ https://kungmee.blogspot.com/2017/10/dean-deluca.html)

"ไข่เบเนดิกต์" หรือ Egg Benedict ของร้าน Bill's อันแสนจะหน้าตาดีจานนี้ ราคา 7.95 ปอนด์ค่ะ ประกอบด้วย ไข่ดาวน้ำ หรือ Poached Eggs จำนวน 2 ฟอง อันเป็นมาตรฐานของการทำเมนูไข่เบเนดิกต์ ด้านล่างของไข่ดาวน้ำ ก็เป็นเบคอน และขนมปัง ส่วนด้านบน คือซอส Hollandaise เรียกว่า มาตามสูตรมาตรฐานเป๊ะๆ เห็นหนาตาอย่างนี้ อร่อยทุกที

เราเป็นคนชอบไข่เบเนดิกต์ และทุกครั้งที่มีโอกาส เจอร้านไหนขาย เป็นต้องสั่งมาลอง ว่าอร่อยหรือเปล่า ของร้าน Bill's ถือว่า อร่อยค่ะ จะว่าไป ไข่เบเนดิกต์ จะอร่อย หรือไม่อร่อย ขึ้นอยู่กับการทำไข่ดาวน้ำ ว่าทำไมพอดิบพอดีหรือเปล่า คือ ไข่ขาวต้องกลมสุกดี แต่ไข่แดงยังเยิ้ม และที่สำคัญอีกอย่างคือ ซอสต้องอร่อย ซึ่งร้าน Bill's ผ่านทั้ง 2 ข้อ อร่อยจนอยากเลียจาน 555

ส่วนคนที่ไปด้วย มีอีก 2 คน คนแรกสั่ง Bill's Breakfast ได้ออกมาเป็นเบอเกอร์ค่ะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม เขาไม่ตั้งชื่อเมนูนี้ว่าเบอเกอร์

Bill's Breakfast จานนี้ สนนราคาอยู่ที่จานละ 8.95 ปอนด์ ประหลาดใจอีกอย่างคือ มีไข่ฟองเดียว แต่แพงกว่าไข่เบเนดิกต์ ซึ่งมีไข่ 2 ฟอง

ส่วนอีกคน สั่ง Sausage Roll ซึ่งราคาถูกมาก คือ แค่ 4.75 ปอนด์ ถือว่าถูกจริงๆ สำหรับประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความอยากกินเยอะหน่อย เลยของ Extra สั่งเพิ่มมาอีก 2 อย่าง คือ เพิ่มไข่อีก 1.30 ปอนด์ และเพิ่มเบคอนอีก 1.55 ปอนด์ ไอ้เพิ่มเบคอนนี่แหละ ที่มันฟินได้ใจจริงๆ


หน้าตาของ Sausage Roll ที่ได้มา เลยแทบมองไม่เห็นไส้กรอก จริงๆ คือ มีขนมปัง กะไส้กรอก และมะเขือเทศสด แต่พอเพิ่มของ Extra มาอีก 2 อย่าง เลยได้มาอย่างที่เห็น และเบคอนก็อร่อยมากๆ แบ่งกันทาน 3 คนเลย


ความที่ต้องค่อยๆ ทาน เลยเอาขนมปังกะเบคอนไปโปะไว้ด้วยกันก่อน เมนูนี้ คนกลัวอ้วนอาจตกใจนิดนึง แต่คนชอบเบคอนคงบอกว่า ขอให้มีเบคอนเหอะ อะไรก็ยอม 555

นอกจากตัวอาหาร เรายังสั่งกาแฟลาเต้ ราคา 2.65 ปอนด์ และชาร้อน ซึ่งมาเป็นกาเลย ในราคา 2.50 ปอนด์


กาแฟนี่ มาแบบที่เหล่าบาริสต้า (Barista) หรือผู้ชงกาแฟระดับเก่งๆ เคยบอกกับเราว่า ลาเต้ร้อนที่ถูกต้อง จะต้องเสริฟมาในแก้วใส และมีการแยกชั้นให้เห็นชัดเจน ระหว่างกาแฟกับนม ซึ่งแก้วนี้ พอเอาภาพไปให้พี่ๆ บาริสต้า ดู ก็บอกว่า เยี่ยมกันทั้งนั้น รสชาติก็ดีตามหน้าตาค่ะ


ส่วนชา มาทั้งกา แถมนมเหยือกเล็กน่ารัก

และปกติ เวลาไปทานอาหารที่ไหนๆ ในอังกฤษ แทบไม่เคยเจอใครให้น้ำเปล่าฟรี แต่ร้านนี้ให้ค่ะ แถมให้เยอะด้วย


เรียกว่า ได้ใจกันไปเต็มๆ เพราะของฟรีในอังกฤษ มันหาได้ยากเต็มทน

ส่วนบรรยากาศร้าน ก็แต่งแนวอบอุ่นนะคะ



และเมนู ออกเซ็กซี่เล็กๆ


ตรงบริเวณที่นั่งรอ กรณีลูกค้าเยอะ ยังไม่มีที่นั่ง ซึ่งมักจะเกิดในมื้อกลางวันกับมื้อเย็น ก็นั่งรอได้สบายๆ


สรุปว่า Bill's กลายเป็นร้านโปรดร้านหนึ่งในอังกฤษของเราไปเสียแล้ว คราวหน้า จะลองไปสาขาของเมืองอื่นดูบ้าง ว่าจะอร่อย และบริการดีเหมือนที่เมืองเซนต์อัลบันหรือเปล่า



อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3) ความทรงจำไม่คลาย // รีวิวเที่ยวลอนดอน

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3)
ความทรงจำไม่คลาย
                         
"เป็นความปรารถนาของข้าพเจ้า ว่าสถานที่แห่งนี้ ควรจะเป็นชื่อของพระองค์ (เจ้าชายอัลเบิร์ต, Prince Albert) เพราะ ฮอลล์นี้เกิดขึ้นได้ก็จากพระองค์ท่าน จึงควรจะเรียกว่า รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ (The Royal Albert Hall of Arts and Sciences)” นี่เป็นพระราชดำรัสของ สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) ในพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1867 หรือเมื่อ 150 ปีมาแล้ว และจนปัจจุบันนี้ รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ ยังตั้งตระหง่าน เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่แห่งวงการศิลปะ ความยิ่งใหญ่แห่งรักที่สมเด็จพระราชินีนาถมีต่อพระสวามี เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันคลายลงได้เลย ในบริเวณที่เรียกขานกันว่า เขตของอัลเบิร์ต (Albertopolis) กลางมหานครลอนดอน

ผู้เขียนได้พาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงความรักของทั้งสองพระองค์มาแล้ว 2 ตอน กับพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum) และในตอนสุดท้ายของ “อัลเบิร์ตอนุสรณ์” นี้ จะไม่สมบูรณ์ลงได้เลยหากเราจะไม่ได้ไปชมรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ และอนุสรณ์สถานของเจ้าชายผู้เป็นที่รัก

รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เป็นสถานที่จัดแสดงแบบที่เรียกกันว่า คอนเสิร์ต ฮอลล์ โดยจะรับจัดแสดงเฉพาะการแสดงที่สำคัญ ผู้มาเยือนสามารถจับรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี เซาท์ เคนซิงตัน (South Kensington) เมื่อเดินไปทางมุมด้านเหนือ ก็จะได้เห็นอาคารสีอิฐ รูปทรงกลมขนาดใหญ่ ที่นี่เอง คือสถานจัดแสดงที่มีที่นั่งรองรับผู้ชมได้มากถึง 5,272 ที่
(บรรยายภาพ - รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ โดมทรงกลมขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตสำคัญๆ)



นับตั้งแต่วางศิลาฤกษ์ไปในปี ค.ศ.1867 และก่อสร้างเสร็จ จนเปิดให้บริการใน ค.ศ.1871 ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียก็ได้เสด็จมาในพิธีเปิดด้วยพระองค์เองนั้น สถานที่แห่งนี้ ก็กลายเป็นเหมือนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เหล่าศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลกใฝ่ฝันจะมาเปิดการแสดงในฮอลล์สำคัญนี้สักครั้ง โดยที่ผ่านมา มีการจัดการแสดงแล้วทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นดนตรีของศิลปินป๊อป ร็อค หรือแนวการแสดงอื่นๆ เช่น บัลเล่ต์ โอเปรา เป็นฉากภาพยนตร์ เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงการกุศล ฯลฯ เรียกได้ว่า รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เปิดรับทั้งหมด และเป็นศูนย์กลางแห่งการจัดงานสำคัญต่างๆ จริงๆ โดยในแต่ละปีที่มี 365 วันนั้น รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ รับจัดงานใหญ่ปีละร่วม 800 งาน โดยครึ่งหนึ่งเป็นการจัดงานด้านนอกฮอลล์ ซึ่งก็มีพื้นที่กว้างขวาง และปัจจุบันนี้ แผ่นหินศิลาฤกษ์ที่ทำพิธีวางไว้ ยังมีให้เห็นได้ที่บริเวณใต้ที่นั่งแถว 11 เลขที่ 87

(บรรยายภาพ - ประตูทางเข้ารอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เมื่อมองออกไปไม่ไกล จะเห็นอนุสรณ์สถานเจ้าชายอัลเบิร์ตอยู่อีกฝั่งถนน)

รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ แห่งนี้ ควบคุมการก่อสร้างโดยกัปตัน ฟรานซิส ฟอว์ค (Francis Fowke) และ เฮนรี สก็อตต์ (Henry Y.D.Scott) การออกแบบ ได้รับอิทธิพลจากโรงละครกรีกโบราณ สร้างด้วยอิฐสีแดงเป็นหลัก ประดับประดาด้วยกระเบื้องดินเผา โดมกลมด้านบนเป็นโครงสร้างเหล็ก ส่วนบัวใต้หลังคาซึ่งมีความยาวรอบวง 800 ฟุตนั้น ประดับกระเบื้องโมเสค

แต่แม้จะออกแบบ และก่อสร้างกันมาเป็นอย่างดี และระมัดระวัง ทว่า หลังจากเปิดให้บริการเพื่อการจัดแสดงคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 มีนาคม ค.ศ.1871 ก็พบว่า มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น คือระบบเสียงที่มีเสียงสะท้อนดังมากในส่วนจัดแสดง เรียกว่า ไม่ว่าจะมีการแสดงอะไร ก็จะได้ฟังกัน 2 หนติดๆ จากเสียงสะท้อน จนต้องระดมกำลังกันแก้ไขโดยด่วน ด้วยการทำแผ่นดูดซับเสียงสะท้อนห้อยไว้ด้านบน ส่วนที่ห้อยมาเพื่อดูดซับเสียงนี้ เป็นรูปทรงกลม ที่เรียกกันเล่นๆ ว่า เจ้าเห็ด ซึ่งเริ่มแรกเดิมที ใส่เห็ดเข้าไป 135  อัน แต่ต่อมาเมื่อสามารถพัฒนาเทคโนโลยีด้านเสียงได้ดีขึ้น ก็สามารถลดจำนวนเห็ดลงเหลือ 85 ชิ้นได้ใน ปี ค.ศ.2001 แต่ถึงกระนั้น เห็ดพวกนี้ก็ยังเป็นของที่ผู้ชมจะคอยมองหาอยู่เสมอว่าห้อยมาจากตรงไหนบ้าง

อันที่จริง เมื่อแรกเริ่มเดิมทีที่มีแผนการจะก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ คณะทำงานเคยตั้งชื่ออาคารนี้ว่า หอกลางแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Central Hall of Arts and Sciences) แต่ในพิธีวางศิลาฤกษ์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเพื่อระลึกถึงเจ้าชายอัลเบิร์ตดังได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นพระราชประสงค์ โดยในขณะวางศิลาฤกษ์นั้น สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ยังไม่คลายจากความเศร้าโศกเสียพระทัย ที่เจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีได้สวรรคตไปก่อนหน้านั้น 6 ปี ด้วยไข้ไทฟอยด์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1861 ตอนมีพระชนมายุได้เพียง 42 ชันษา และจะว่าไป สมเด็จพระราชินีนาถไม่เคยคลายความโศกเศร้าเลยตราบพระชนม์ชีพของพระองค์

แต่หากจะบอกว่า การใช้พระนามเจ้าชายอัลเบิร์ตมาเป็นชื่อสถานที่ จะเป็นเพราะความรัก ความระลึกถึงของสมเด็จพระราชินีนาถอย่างเดียว ก็คงจะไม่ถูก เพราะดังที่สมเด็จพระราชินีนาถมีพระราชดำรัสว่า ฮอลล์นี้เกิดขึ้นได้ก็จากพระองค์ท่าน ก็เป็นเรื่องจริงตามนั้นคือ สถานที่สำคัญๆ ในเขตของอัลเบิร์ตนั้น สร้างขึ้นมาจากพระปรีชาของเจ้าชายโดยแท้ การใช้พระนาม จึงเป็นการถวายพระเกียรติในพระปรีชาด้วย

เรื่องนี้คงต้องย้อนไปในช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ให้ความสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และเพื่อจะส่งเสริมอุตสาหกรรม เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเป็นต้นคิดที่จะจัดงานแสดงสินค้าครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แรกเริ่มเดิมที ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย ต่อต้านแนวคิดของพระองค์กันเยอะอยู่ แต่ท่ามกลางกระแสต่อต้านนั้น เจ้าชายเดินหน้าอย่างไม่ย่นย่อ จนสามารถจัดงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ (Great Exhibition) ได้สำเร็จในปี ค.ศ.1851

งานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้ จัดขึ้นที่คริสตัล พาเลส (Crystal Palace) ในสวนไฮด์ (Hyde Park) ซึ่งได้มีการชักชวนให้ผู้ประกอบการต่างๆ ทั่วโลก มาจัดแสดงผลงาน ซึ่งก็ปรากฎว่า มีผู้มาร่วมจัดการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ มากถึง 13,000 ซุ้ม มีผลงานด้านอุตสาหกรรมมาแสดงมากกว่าแสนชิ้น  โดยประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผลงานอุตสาหกรรมของอังกฤษเอง

งานที่ทีแรกมีคนบอกว่า น่าจะเหลวไม่เป็นท่านี้ กลับประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง จากที่ว่าจะจัดแป๊บเดียว ก็ต้องเปิดงานให้ผู้คนเข้าชมนานถึง 5 เดือนครึ่ง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1851 ถึงวันที่ 11 ตุลาคมปีเดียวกัน และแม้ในขณะนั้น ประชากรอังกฤษจะมีน้อยกว่า 20 ล้านคน แต่ราว 1 ใน 3 ของประชากรก็มาชมงานนี้ กล่าวคือ มีผู้ผ่านประตูเข้าชมงานอย่างเป็นทางการมากถึง 6,039,195 คน ถือเป็นการแสดงการค้าที่ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคนั้นเลยทีเดียว ทำเอางานนี้ กำไรเพียบ และกลายเป็นต้นแบบการจัดงานแสดงสินค้า หรือนิทรรศการที่เรามักจะเรียกกันว่าเอ็กซโป ในปัจจุบันนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ความสำเร็จนี้ ยังทำให้เกิดความคิดที่จะสร้างสถานที่ถาวรเพื่อเป็นศูนย์กลางศิลปะต่างๆ

กำไรจากการจัดงานนี้เองค่ะ ที่เจ้าชายอัลเบิร์ตได้ทรงแนะนำให้นำมาซื้อที่ดินแถวๆ หมู่ถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) และทำให้เรียกขานบริเวณนี้กันว่า เขตของอัลเบิร์ต หรืออัลเบิร์ตโตโปลิส แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันนี้ มีคนเรียกแบบนี้น้อยลง เพราะมักจะเรียกกันรวมๆ ว่าเป็นย่านเซาท์ เคนซิงตันมากกว่า แต่ถึงกระนั้น เมื่อที่ดินที่ซื้อมาได้นำมาจัดสร้างเป็นสถานที่สำคัญต่างๆ ก็ได้นำพระนามมาตั้งชื่อ ทำให้พระนามเจ้าชายอัลเบิร์ตไม่หายไปไหน แต่กลายเป็นแหล่งสำคัญในบริเวณนี้ให้เราได้มาเยี่ยมชมกัน และได้ระลึกถึงพระปรีชา บวกกับความรักและระลึกถึงของสมเด็จพระราชินีนาถ

สถานที่อีกแห่งหนึ่งในอัลเบิร์ตโตโปลิส ที่จะทำให้เราเห็นภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ตอย่างชัดเจนขึ้น ต้องเดินไปอีกหน่อย ไม่ห่างจากรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เข้าไปที่สวนเคนซิงตัน (Kensington Garden) ก็จะพบ อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ต (Albert Memorial) ซึ่งเป็นศิลปะแบบวิคตอเรียน กอธิค ซึ่งหากมองดีๆ ก็จะอยู่ตรงข้ามกับรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์นั่นเอง เรียกว่า แค่ข้ามถนนแคบๆ ที่คั่นกลางอยู่ ก็ถึงแล้ว
อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตเป็นอาคารสี่เหลี่ยมทรงสูง รวมความสูงทั้งหมด 54 เมตร ด้านบนสุด มีสัญลักษณ์ไม้กางเขน ส่วนด้านในอาคารที่เปิดโล่งนั้น มีพระบรมรูปหล่อของเจ้าชายอัลเบิร์ตสีทองตระหง่านอยู่ พระบรมรูปหล่อนี้ เจ้าชายอัลเบิร์ตประทับ (นั่ง) หันพระพักตร์เฉียงๆ ไปทางรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ ในพระหัตถ์ถือเอกสารเล่มหนึ่ง ซึ่งก็คือสูจิบัตรของงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นความสำเร็จจากพระปรีชาของพระองค์นั่นเอง

(บรรยายภาพ - อนุสรณ์สถานของเจ้าชายอัลเบิร์ต)


(บรรยายภาพ - พระบรมรูปเจ้าชายอัลเบิร์ต ที่ประดิษฐานภายในอนุสรณ์สถาน เป็นสีทองอร่าม)


พระบรมรูปนี้เป็นพระบรมรูปบรอนซ์ ซึ่งก่อนจะมีการนำพระบรมรูปจริงมาประดิษฐานไว้ตรงนี้ ได้เคยมีการนำรูปจำลองมาทดลองวางไว้ให้สมเด็จพระราชินีนาถได้ทอดพระเนตรจนพอพระราชหฤทัยก่อน ถึงจะมีการหล่อจริงๆ และนำของจริงมาไว้ในปี ค.ศ.1875 ปัจจุบันก็อยู่มานานตั้ง 142 ปีแล้ว และพระบรมรูปเองก็เปลี่ยนไปจากดั้งเดิม ในแง่ที่ว่า ได้มีการปิดทองคำเปลวในการบูรณะภายหลัง ทำให้องค์เจ้าชายเป็นสีทองมลังเมลืองอย่างที่เห็น

อนุสรณ์สถานนี้ ออกแบบโดยจอร์จ กิลเบิร์ต สก็อตต์ (George Gilbert Scott) ซึ่งนอกจากจะมีพระบรมรูปหล่อของเจ้าชายแล้ว รอบนอกยังเป็นฐานหินอ่อน แกะสลักภาพไว้มากมาย ทั้งนักดนตรี ศิลปิน สถาปนิค นักประพันธ์เพลง ฯลฯ อีก 187 ภาพอยู่โดยรอบ ในขณะที่ใต้ฐานอนุสาสรีย์ มีห้องใต้ดิน ที่มีส่วนโค้งจำนวนมาก เพื่อรองรับน้ำหนัก

จุดเด่นอีกจุดที่สำคัญของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ คือ รูปแกะสลักที่วางเอาไว้ 4 มุมของอนุสรณ์สถาน เป็นการสื่อทวีปทั้ง 4 คือ ยุโรป เอเชีย อาฟริกา และอเมริกา โดยมีสัตว์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละทวีป บวกกับรูปสลักบุคคลที่มีลักษณะเด่นของทวีป กล่าวคือ ในแท่นของยุโรปเป็นภาพวัวกระทิงและหญิงสาว ส่วนแท่นเอเชีย มีช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์ แถมยังมีภาพบุคคลที่ดูออกจีนและแขกอยู่ร่วมกัน และเมื่อหันไปต่อที่แท่นแห่งอาฟริกาก็ได้เจออูฐ แถมมีสฟิงค์มานั่งรวมอยู่ด้วย สุดท้ายที่แท่นอเมริกา ก็มีควายไบซันมาเป็นตัวแทน บวกกับคนที่สื่อถึงความเป็นอินเดียนแดง เจ้าของทวีปดั้งเดิม

(บรรยายภาพ - ภาพสลักที่มุมทั้ง 4 ของอนุสรณ์สถาน เป็นภาพแสดงทวีปทั้ง 4 ภาพนี้คือ ตัวแทนของอเมริกา อันมีควายไบซันเป็นสัตว์สัญลักษณ์)

 (บรรยายภาพ - ช้าง เป็นตัวแทนแห่งเอเชีย)

 (บรรยายภาพ - วัวกระทิง เป็นตัวแทนยุโรป)



(บรรยายภาพ - อูฐ เป็นตัวแทนอาฟริกา)


การมีสัญลักษณ์ของทวีปทั้งสี่ ก็เป็นการสื่อว่า ในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียนั้น อังกฤษได้แผ่ขยายอำนาจไปทั่วทุกทวีปนั่นเอง

อันที่จริง ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างอนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตในรูปลักษณะแบบนี้ขึ้น ได้มีการหารือในหมู่คณะกรรมการที่จะสร้างสิ่งสำคัญเพื่อระลึกถึงเจ้าชายอัลเบิร์ตกันยกใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1862 หลังการสิ้นพระชนม์เพียงไม่นานนัก แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ก็มีการเสนอให้สร้างโน่น สร้างนี่เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ โอเบลิคส์ ฯลฯ แต่ก็มาลงตัวที่อนุสาวรีย์พร้อมพระบรมรูปหล่ออย่างที่เห็นกันนี้ ซึ่งก็เป็นทั้งตัวแทนความรัก ความระลึกถึงที่สมเด็จพระราชินีนาถมีต่อพระสวามี และเป็นตัวแทนผลงานของเจ้าชายได้เป็นอย่างดี โดยอนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตนี้ ใช้เวลาสร้างนาน 10 ปี ด้วยงบประมาณ 1.2 แสนปอนด์

เราคงไม่อาจทราบได้เลยว่า หลังจากที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ไปแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย “ราชินีม่าย” ผู้ระทมทุกข์ ได้เคยเสด็จมาทอดพระเนตรอนุสรณ์สถานแห่งนี้บ่อยครั้งแค่ไหน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่เพียงแค่อนุสรณ์สถานแห่งนี้เท่านั้น แต่สมเด็จพระราชินีได้โปรดให้สร้างพระบรมรูปหล่อของพระสวามีไว้อีกหลายแห่ง เป็นความระลึกถึงที่ไม่เคยจางหายไป ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เราได้เห็น พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต, รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ และอนุสรณ์สถานของเจ้าชายอัลเบิร์ต เราจึงไม่เพียงแต่จะมองเห็นสิ่งก่อสร้าง แต่ยังสามารถมองลึกเข้าไปถึงความรักแห่งราชวงศ์ รักของสมเด็จพระราชินีนาถ รักที่ก่อกำเนิดพระราชโอรส-ธิดา มากถึง 9 พระองค์ รักที่ไม่เคยจางจากพระราชหฤทัยจอมนางตราบวันสิ้นพระชนม์ และอนุสรณ์แห่งรักหลายสิ่ง ก็ได้กลายมาเป็นสาธารณประโยชน์ สมกับที่เจ้าชายอัลเบิร์ตมีความปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศให้รุ่งเรือง

ด้วยอนุสรณ์เหล่านี้ เราจะได้รำลึกถึงรักแท้ และความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหายไปตลอดกาลของทั้งสองพระองค์ และเพื่อเป็นของแถมสุดท้าย ผู้เขียนได้เดินทางต่อไปที่สถานจัดแสดงภาพบุคคลแห่งชาติ (National Portrait Gallery) ที่บริเวณจัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar square) กลางมหานครลอนดอน เพื่อเก็บ “ภาพคู่” ของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามีมาฝากแฟนานุแฟน เป็นงานสลักฝีมือวิลเลียม ทรีด (William Theed) ที่ทำขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1863-7 ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตได้สิ้นพระชนม์ไประยะหนึ่งแล้ว แต่ในรูปนี้ ได้ประดิษฐ์เป็นพระบรมรูปที่ทั้งสองพระองค์อิงแอบกันอยู่ สมเด็จพระราชินีนาถวางพระหัตถ์ซ้ายลงบนพระหัตถ์ของพระสวามี สายพระเนตรทอดสบกัน เหมือนกันว่า ไม่เคยจากกันไปไหนเลยตราบกาลนาน เช่นเดียวกับความรักของทั้งสองพระองค์


(บรรยายภาพ - “ภาพคู่” ของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งจัดแสดงที่ National Portrait Gallery - ภาพนี้ ถ่ายเองค่ะ แสงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)


(หมายเหตุ – ภาพนี้ Copy มาจากเว็บของแกลอรี่ เผื่อจะเห็นรายละเอียดมากกว่า)

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3) ความทรงจำไม่คลาย // รีวิวเที่ยวลอนดอน

หมายเหตุ - เรื่องนี้ ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ต่วย'ตูน ฉบับเดือนเมษายน 2559 โดยผู้เขียนได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่บางกอกโพสต์ให้เขียนเพื่อเป็นการระลึกถึง "คุณวาทิน ปิ่นเฉลียว" หรือ "ลุงต่วย" อดีตบรรณาธิการ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ ใช่ช่วงที่คุณลุงท่านเสียชีวิต เลยเขียนเรื่องชุดนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณลุงผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ได้ออกไปเที่ยวรอบโลกค่ะ

สำหรับตอนที่ 1 ดูได้ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/1.html

และตอนที่ 2 ดูได้ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/2-2-albertopolis-prince-albert-queen.html


ผ่าตัดสมอง

ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)

เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...