แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงแรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงแรม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

รีวิว อสิตา อีโค รีสอร์ท อัมพวา

วันนี้ มาพาไปเที่ยวอัมพวากันค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ได้นำมาเขียน เพราะน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เลยขอรีวิวโรงแรมที่พัก คือ อสิตา อีโค รีสอร์ท ซึ่งราคาปกติ ก็ค่อนข้างสูงเหมือนกัน แต่เราซื้อคูปองมาจากงานไทยเที่ยวไทย ทำให้ลดราคาเหลือราคา 2,500 บาท/ห้อง/คืน สำหรับห้องแบบสุพีเรีย ที่พักได้ 2 คน พร้อมอาหารเช้า เราซื้อคูปองมา 2 ใบ สำหรับ 2 ห้อง และเราขอเสริมโซฟาเบดอีกที่นึง เพราะคณะเราไปกันทั้งหมด 5 คน (ค่าโซฟาเบด พร้อมอาหารเช้า เพิ่ม 500 บาทค่ะ)

มาดูอาคารหลักของโรงแรมกันก่อน
ตรงนี้ เป็นอาคารทรงไทย ที่อยู่ด้านในค่ะ เลือกมาเป็นภาพเปิด เพื่อให้เห็นบรรยากาศ ว่าที่นี่ เน้นความเป็นไทย อาคารหลักนี้ ด้านล่าง เป็นห้องอาหาร ที่เราจะมาทานอาหารเช้ากันค่ะ ส่วนด้านบน เป็นบ้านเรือนไทย ที่ขึ้นไปถ่ายรูปด้านนอกๆ ได้ ส่วนในห้อง เข้าใจว่าเป็นห้องพักแขกด้วย เพราะเห็นมีเบอร์เลขห้องอยู่ และเท่าที่เห็นจาก VDO แนะนำโรงแรม สถานที่ตรงนี้ มีคนมาเหมาสำหรับจัดงานแต่งงานกันบ่อยๆ น่าจะดีเหมือนกันนะคะ บรรยากาศดี แต่เท่าที่เห็นลานจอดรถ ดูเล็กไม่หน่อย จอดได้ประมาณ 10 กว่าคัน ไม่แน่ใจว่า หากกรณีมีการจัดงาน เช่น งานแต่งงาน หรืองานอื่นๆ ที่คนมาเยอะๆ เขาอาจจะมีที่จอดรถที่อื่นเเพิ่มให้ ไอ้เราก็ไม่ได้ถาม แต่ถ้าเท่าที่เห็น ก็ถือว่าที่จอดรถน้อยไปนิดนึงค่ะ

ที่นี่ เช็คอินได้ 14.00 น. ซึ่งก็ถือว่า OK ค่ะ เพราะขับรถมาจากกรุงเทพฯ ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงอัมพวา ไปแวะเที่ยวได้หลายแห่ง จนเหนื่อยแล้ว ก็มาเช็คอิน เจ้าหน้าที่บริการดีมากๆ

ตรงล็อบบี้ เป็นโอเพ่นแอร์ ไม่มีแอร์ เหมือนสถานที่ส่วนใหญ่ของที่นี่ ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ดอกไม้ ต้นไม้สวยๆ และมีเก้าอี้ มีที่นอน วางอยู่ในหลายจุดของสถานที่

ตรงนี้เป็นเก้าอี้ สำหรับนั่งรอที่ล็อบบี้ค่ะ น่ารักเชียว

ตอนมาเช็คอิน พนักงานจะให้เลิอกอาหารเช้าเลย เพื่อเตรียมการให้พรุ่งนี้ เป็นอาหารจานเดียว เราเลือกจานที่พนักงานแนะนำว่า มาอัมพวา แม่กลอง ต้องทาน คือ ข้าวผัดปลาทู เดี๋ยวตามไปดูกันว่าเป็นยังไงนะคะ แต่นอกจากนั้น ตรงล็อบบี้ ก็มีกระดานดำตามภาพนี้ ที่แนะนำอาหารเย็น พนักงานบอกว่า ที่ต้องทานเป็นซิกเนเจอร์เลย คือ ยำส้มโอ และปลาหมึกผัดพริกเกลือ ซึ่งเดี๋ยวตอนเย็น เราจะไปทานกันค่ะ แต่ตอนนี้ พาเข้าห้องก่อน


ป้ายบอกทางไปห้องค่ะ ทำเป็นรูปปลา

เปิดห้องเข้ามา เจอเตียงนอนใหญ่ มีหมอนให้คนละ 2 ใบ ส่วนปลายเตียง เป็นผ้าเช็ดตัวพับเป็นรูปช้าง


ฝั่งตรงข้าม มองไปเห็นอีกห้องนึง ที่เหมือนกัน ส่วนเรา ได้ 2 ห้องติดกัน ที่สามารถเปิดหากันได้จากด้านใน เป็นห้องแบบคอนเน็คกัน ทำให้การมาเป็นครอบครัวสะดวกดีค่ะ

 ในห้อง มีโซฟาแบบนี้ให้นอนเล่น ซึ่งต้องขอบอกว่า โซฟาเบดอันนี้ นอนสบายกว่านอนที่เตียงค่ะ และอาจจะโชคร้าย ที่เตียงห้องเรามีเสียงสปริงดังบ่อยๆ เวลานอนพลิกตัว ก็มีเสียงดัง เลยนอนไม่สบายเท่าไหร่ แต่อีกห้องนึงไม่มีเสียง
กรณีที่เราขอจ่าย 500 บาท เพื่อเพิ่มคนที่ 3 ในห้อง เขาก็เอาผ้าปูที่นอน มาปูตรงโซฟาเบดให้นั่นเอง มีน้องช้างที่เป็นผ้าเช็ดตัว และผ้าห่มผืนเล็กให้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนบ้านเราเอาผ้าปูที่นอนออก เพราะตัวโซฟาเอง เป็นกำมะหยี่ นอนนุ่มกว่านอนด้วยผ้าปูค่ะ

 ในห้อง มีชุดแก้ว เครื่องต้มน้ำ และในกล่องไม้ เป็นกาแฟ ชา คอฟฟี่เมต น้ำตาล
 เปิดกล่องออกมา มีแบบนี้ค่ะ
 ตู้เย็นขนาดมาตรฐานโรงแรม มีน้ำเปล่าให้ 2 ขวด

 มีโทรทัศน์ขนาดพอใช้ได้ แต่ช่องรายการไม่มากเท่าไหร่ ก็ถือว่า OK เพราะเราไม่ได้ตั้งใจมาดูโทรทัศน์ แต่อยากมาพักผ่อนสบายๆ มากกว่า
 อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ สะดวกสบาย
 ชักโครก มาตรฐาน
 ชุดอาบน้ำ มีให้คนละ 1 ชุด (อันนี้ ถ่ายมาจากห้องที่พัก 3 คน ก็ได้สบู่ซึ่งเขียนว่าเป็นทั้งสบู่เหลว และแชมพูในขวดเดียวกันคนละ 1 ขวด ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กคนละผืน หมวกคลุมผม และสำลีอยู่ในซองสีขาว)
 ส่วนอาบน้ำ แยกแห้งกับเปียกชัดเจน อันนี้ ชอบเลยค่ะ และพอได้อาบน้ำ โอ้โห ขอบอกว่าเห็นฝักบัวเรียบง่ายอย่างนี้ แต่เป็นไฮไลท์จริงๆ เพราะฝักบัวคุณภาพดีมากๆ รูที่น้ำไหลออกมาเป็นรูเล็กมากๆ ทำให้ได้น้ำออกมาเป็นละอองฝอย นุ่มจริงๆ ถือเป็นฝักบัวที่ดีที่สุดเท่าที่เคยใช้บริการโรงแรมต่างๆ มาเลยทีเดียว เสียนิดนึงว่า สบู่ที่มีให้ ไม่หอม ถ้าแก้อีกนิด ให้สบู่หอมออกแนวสปา ก็จะได้ใจเต็มๆ ถือเป็นจุดที่น่าเสียดาย เพราะทางโรงแรมทำอย่างอื่นๆ ไว้ดีมากๆ แต่พอสบู่เหลวไม่หอม ก็เลยขอตัดคะแนนนิดนึงค่ะ

ที่แขวนผ้า ทำมาเป็นบันไดไม้ เก๋ดีนะคะ แต่ส่วนตัวไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะชอบราวเหล็ก หรือราวพลาสติคอะไรแบบนี้มากกว่า เพราะเราใช้แบบบันไดไม่ค่อยสะดวกใจ ประมาณว่า กลัวชื้น แล้วสกปรกง่าย แต่ไม่ได้ว่าของโรงแรมนะคะ เขาดูสะอาดสะอ้านดี เพียงแต่เราไม่ชอบเอง ส่วนถุงที่แขวนอยู่ ใส่ไดร์เป่าผมไว้ให้ค่ะ

มีกางเกงเลให้คนละตัว กับรองเท้าแตะ (เรามา 5 คน ได้รองเท้าแตะ 4 คู่ แต่ไม่มีปัญหาค่ะ) ใส่กางเกงเล ลากแตะ เดินเที่ยวในบริเวณโรงแรมก็สนุกแล้ว



 ตรงนี้ เมื่อออกมาจากระเบียงด้านหลังห้อง จะเจอแผ่นไม้ไผ่ มานั่งๆ นอนๆ ได้ สบายดีค่ะ
หรือถ้าไม่อยากลงไปตรงไม้ไผ่ที่ใกล้น้ำ ตรงระเบียงเองก็มีเก้าอี้ชุดนี้ให้นั่ง ชิลด์ๆ

 พออาบน้ำ สบายตัว ก็ออกมาเดินเล่น ที่โรงแรม ที่มีนั่งสวยเก๋เยอะมากจริงๆ ค่ะ

อันนี้ ขอเรียกเองว่า ที่นอนดูดวิญญาณ นอนแล้ว ลุกยากค่ะ เพราะมันสบายมากๆ อยากทิ้งตัวไว้ตรงนี้เลย ทางโรงแรมก็ถือว่า สรรหาที่นั่งที่นอนได้สบาย และอยู่ในธรรมชาติมากๆ 


อันนี้ ก็ดูดวิญญาณพอกัน





 ตรงนี้ เป็นศาลาริมน้ำ ด้านหลังสุดของโรงแรมเลย นั่งมองน้ำไหลเอื่อยๆ สบายใจดี

 มีสะว่ายน้ำให้บริการ อันนี้ก็ชอบมาก เพราะสระขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่มาก เหมาะกับคนว่ายน้ำไม่เก่งอย่างเรา ไปๆ มาๆ พอได้ออกกำลังกาย ก็ Happy มากๆ
มีจักรยานให้ยืมฟรี และมีเรือให้พายด้วย แต่เราไม่ได้ใช้บริการ เพราะแค่เดินเล่นในโรงแรม ก็สนุกแล้ว

มาถึงอาหารเย็น เราสั่งห่อหมก อร่อยดีค่ะ



ส่วนนี่ คือ ยำส้มโอ ที่บอกว่า เป็นเมนูซิกเนเจอร์ อันนี้ อร่อยโดนๆ


แถมด้วยปลาหมึกผัดพริกกระเทียม ที่พนักงานแนะนำ อร่อยมากๆ เสียอย่างเดียว พอกัดพลาดเจอพริก ถึงกับน้ำตาไหล 55 แต่อร่อยค่ะ รับประกัน และช่วง 17.00 น. ถึงสองทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เป็นช่วงเวลาที่สามารถสั่งค็อกเทลมาดื่มได้ ด้วยโปรโมชั่น 1 แถม 1

ว่าแล้ว ก็เข้านอน ก่อนนอน มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นดาวเยอะทีเดียว ประทับใจค่ะ แต่เสียดาย ทีแรกกะว่าจะได้เห็นหิ่งห้อย แต่พนักงานบอกว่า หมดฤดูที่หิ่งห้อยจะมาแถวนี้แล้ว เลยไม่เจอกัน

มาถึงอาหารเช้า พอนั่งลง ก็มีน้ำเปล่า น้ำส้ม เนย แยม มาให้ก่อน พร้อมถามว่าจะรับชา หรือกาแฟ


 จากนั้น ขนมปังปิ้งก็ออกมา ให้คนละแผ่นหั่นครึ่งแบบเฉียง (ในภาพมี 8 ชื้น เพราะตอนแรกเราเดินมา 4 คนก่อน คนที่ 5 กำลังตามมา)



แล้วก็มาถึงซิกเนเจอร์อีกจานที่พนักงานแนะนำ คือ ข้าวผัดปลาทู ก็อร่อยสมที่แนะนำนะคะ

มีน้องเราคนนึง ไม่ทานปลาทู สั่งเป็นชุดอาหารเช้าแบบฝรั่ง

หมดจากอาหารจานหลัก ได้ผลไม้ อันนี้ สำหรับ 5 คนค่ะ

จากนั้นไปเดินเล่นกันรอบบริเวณอีกที เพราะอากาศตอนเช้าดีกว่าตอนบ่าย-เย็นของเมื่อวานนี้ ได้เห็นธรรมชาติสวยๆ ก็สบายใจ สบายตาดีค่ะ

รวมแล้ว อสิตา อีโค รีสอร์ท เป็นที่พักที่เราค่อนข้างชอบมากๆ ถ้ามีเรื่องติ ก็มี 2 ประเด็น อย่างที่บอกแล้วคือ เตียงมีเสียงดังของสปริงเวลาพลิกตัว (ไม่ได้เป็นทุกเตียง แต่ดันเป็นที่ห้องเรา) และสบู่อาบน้ำ ที่อยากให้หอมแบบสปา เข้าบรรยากาศหน่อย แต่รวมๆ ก็ชอบมากๆ และตั้งใจว่าจะกลับมาอีก แต่คงต้องรอซื้อคูปองจากงานไทยเที่ยวไทยอีก จะได้ราคาย่อมเยาว์หน่อยค่ะ

ท่านไหนที่ชอบธรรมชาติ แนะนำที่นี่เลย ไม่ไกลกรุงเทพ เราให้คะแนน 8.5 เต็ม 10 ่ค่ะ

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

รีวิว โรงแรม Hop Inn ฮ็อป อินน์ จันทบุรี

วันนี้ มาแนะนำโรงแรมกันบ้าง ขอไปที่จันทบุรีหน่อย เพราะเป็นจังหวัดที่ไปบ่อย ปกติ แทบทุกครั้ง จะพักที โรงแรมเกษมศานติ์ ถือว่าเป็นโรงแรมที่ดีมากๆ ราคาคืนละ 900-980 บาท บริการดี ทุกอย่างดีหมด แต่เอาไว้วันหลังจะมารีวิวอีกที เพราะคราวนี้ เปลี่ยนใจ ไปลองโรงแรมใหม่ คือ Hop Inn ฮ็อป อินน์



เหตุผลที่เลือกรีวิว Hop Inn ก่อน เพราะตอนนี้ เขาเปิดสาขาเยอะมาก และทุกสาขา บริการเหมือนกันหมด เลยน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนชอบเที่ยว เผื่อจะเป็นทางเลือก เพราะข้อดีของโรงแรมเครือข่ายขนาดใหญ่นี้ นอกจากราคาถูกแล้ว (เริ่มต้นที่ คืนละ 650 บาท) ความที่บริการเหมือนกันทุกสาขา ทำให้ไปไหนก็ง่ายดี รู้ว่าจะได้รับบริการแบบนี้ค่อนข้างแน่นอน สบายใจได้

Hop Inn เป็นโรงแรมเครือข่ายขนาดใหญ่ มีทั้งที่ฟิลิปปินส์ และในไทยเองก็เปิดเยอะมาก เท่าที่พอจะเห็นอยู่ก็มี 28 สาขา คือ บุรีรัมย์ จันทบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ชุมพร หาดใหญ่ หัวหิน กาญจนบุรี ขอนแก่น กระบี่ ลำปาง ลำปางซิตี้เซ็นเตอร์ แม่สอด มุกดาหาร นครราชสีมา นครศรีธรรมราช หนองคาย พิษณุโลก ภูเก็ต ระยอง ร้อยเอ็ด สระแก้ว สกลนคร สุราษฎร์ธานี ตรัง อุบลราชธานี อุดรธานี

เอาล่ะ มาเข้าที่จันทบุรีกัน เราจองผ่านเว็บของโรงแรม ก็จองง่าย ไม่มีปัญหา และเมื่อถึงวัน ก็มีการส่งอีเมล์มาแจ้งเตือนแต่เช้าด้วย

พอไปถึงโรงแรม ก็จ่ายเงิน ถ้าเป็นราคาปกติ คืนละ 650 บาท แต่ถ้าเป็นศุกร์-เสาร์ ราคาปรับเป็น 700 บาท (แต่ถ้าเป็นนักศึกษา ลดให้ 50 บาท ไอ้ครั้นจะหลอกเขาว่าเป็นนักศึกษา หน้าก็ไม่ให้เสียแล้ว) พอจ่ายค่าเข้าพ้กเสร็จ เขาขอค่ามัดจำคีย์การ์ดอีก 100 บาท ก็ไม่มีปัญหา ตอนเช็คเอ้าท์เขาก็คืนให้

 
คีย์การ์ดของที่นี่ ทำเหมือนเวลาเราไปออนเซ็นที่ญี่ปุ่น คือ มีสายคล้องข้อมือไว้ด้วย ก็ดีเหมือนกัน ไม่หายแน่นอน

ว่าแล้ว ก็มองไปรอบๆ ล็อบบี้ ว่ามีอะไรบ้าง โอะ มีกาแฟให้ฟรี เลยลองซะหน่อย รสชาติดีทีเดียว มีทั้งกาแฟ และช็อคโกแลตร้อน แต่บริการเฉพาะ 6.00-11.00 น. เท่านั้น (อันที่จริง เวลาที่เราสามารถเช็คอินได้คือ 14.00 น. ซึ่งเลยเวลาบริการกาแฟไปแล้ว แต่เราไปถึงก่อนแต่เช้า เพื่อเอากระเป๋าไปฝากไว้ก่อน เลยได้ชิมกาแฟก่อน)





นอกจากกาแฟ ก็มีบริการอาหาร และความที่เป็นโรงแรมแบบกึ่งโลว์คอสต์ เลยเป็นอาหารของ CP ในตู้แช่ ให้ใส่ไมโครเวฟเอาเอง เท่าที่ดูราคา ไม่ได้ชาร์จเกินควร เริ่มที่ประมาณ 40-70 บาท



ทีนี้ ก็จะเริ่มเข้าไปด้านใน ซึ่งที่ชอบมากๆ คือหากไม่มีคีย์การ์ด คือ ถ้าไม่ใช่แขกที่พักที่นี่ จะเข้าได้แค่ล็อบบี้ ไม่สามารถไปต่อ เพราะถ้าจะไปต่อ ต้องแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตู ที่จะเข้าไปถึงลิฟต์ได้ เรียกว่า รักษาความปลอดภัยได้ดีมากๆ ในระดับน่าพอใจ

(จุดนี้ คือ จุดที่ต้องแตะคีย์การ์ด ก่อนที่จะเข้าไปถึงลิฟต์ได้) 

มาถึงห้อง ก็ใช้ระบบคีย์การ์ดเหมือนกัน



ส่วนการล็อคในห้อง ชอบที่มีระบบ 2 ชั้น


 และการเปิดไฟภายใน ก็เหมือนๆ ที่อื่น คือ ต้องเสียบคีย์การ์ดก่อน ระบบไฟในห้องถึงจะทำงาน


อ้อ มีไว-ไฟ ให้ฟรีด้วย


มาถึงเตียง ดูใหม่ สะอาด สมเป็นโรงแรมเปิดใหม่ นอนสบายทีเดียว แต่ผ้าห่มออกจะบางไปนิด



โทรทัศน์ อันนี้ ไม่ดีเท่าไหร่ คงเพราะโรงแรมราคาถูก เลยมีช่องน้อยมาก ประมาณ 10 ช่องปกติ แถมมีระบบ Eco คือ ถ้าไม่กดเปลี่ยนช่องภายใน 30 นาที โทรทัศน์จะดับเอง อันนี้ เข้าใจว่า มีข้อดีคือ ไม่เปลืองไฟ หากแขกเผลอหลับไปโดยเปิดทีวีทิ้งไว้ แต่บางที เราดูหนังต่อเนื่อง โดยไม่เปลี่ยนช่อง ทั้งๆ ที่ตั้งใจดูอยู่ ทีวีก็ดับ ต้องเสียเวลามาเปิดใหม่ ถ้าเป็นรายการตอนที่กำลังสนุก ก็แย่เลย


ตู้เย็น ขนาดมาตรฐาน

ที่แขวนเสื้อผ้า แบบนี้ เราชอบมากกว่าแบบมีตู้นะ เพราะทำให้ไม่ลืมของ


ที่ชอบอีกอย่างคือ มีโต๊ะยาวตลอดแนวห้อง ทำให้วางของสะดวก




มีหน้าต่างเล็กๆ พอมองเห็นวิว

ตรงนี้ มีอีก 1 ประตู ทีแรกคิดว่า เป็นประตูเชื่อมกับห้องติดกัน แต่พอเปิดออกไป ไม่มีอะไร เป็นแค่ที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์ เลยงง ว่าเขาจะลงทุนทำเป็นประตูทำไมน้อ

แอร์ก็เย็นดีเชียว



มีน้ำดื่มให้ 2 ขวด มาตรฐานปกติ มีโทรศัพท์ แต่วางไว้ตรงนี้ ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์จากเตียงนอนได้ ต้องลุกขึ้นมาโทรเท่านั้น อันนี้ ไม่ชอบเท่าไหร่



มาสำรวจห้องน้ำกัน ใหม่ อุปกรณ์ดูดี มีสบู่ แชมพู ให้ แนวมาตรฐาน

มีผ้าเช็ดตัวใหญ่ 2 ผืน ไม่มีผืนเล็กให้นะจ๊ะ

ส่วนนี้ ไม่ค่อยชอบ คือ ไม่มีที่แขวนทิชชู แต่วางไว้ข้างบนชักโครก มันทำให้เผลอทำหล่นง่าย

ที่ไม่ชอบอีกอย่างคือ ประตูห้อง ทุกห้องเลย เวลาปิด จะเสียงดังมาก ดังนั้น ไม่ว่าห้องไหนปิดประตู เราได้ยินหมด เวลานอน ก็ตกใจตื่น เรียกว่า เป็นข้อเสียงสำคัญ คือ เสียงรบกวนต่างๆ เข้ามาในห้องได้หมด อาจจะผนังบาง ตามประสาตึกสร้างใหม่ ตอนเช้าๆ ได้ยินทั้งเสียงไก่ขัน เสียงหมาเห่า เสียงปิดประตู ถ้าใครเป็นคนนอนไว คงไม่สบายใจแน่ๆ แต่ตอนกลางคืน ก็เงียบดี รวมๆ แล้ว เราอยู่ได้ แม้จะรำคาญเสียงปิดประตูนิดหน่อย

สำรวจห้องเสร็จ พอจะออกไปข้างนอก ระบบรักษาความปลอดภัยคือ ต้องกดปุ่มก่อน ถึงจะออกไปได้



ข้อเสียที่ไม่ชอบอีกอย่างคือ ลานจอดรถ ร้อน ไม่มีหลังคา ถ้าปรับปรุงเรื่องนี้ได้ จะให้คะแนนเพิ่ม


ส่วนอันนี้เป็นสาขาที่เขามีไปทั่วประเทศล่ะ ถือว่าเป็น บัดเจ็ท โฮเทล ที่เติบโตเร็วมากๆ 

รวมแล้ว เต็ม 10 ให้ 7 ไม่ได้หักคะแนนมาก เพราะส่วนดีก็เยอะอยู่ และคิดว่า จะกลับไปใช้บริการอีกแน่ๆ เลย

ผ่าตัดสมอง

ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)

เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...