วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3) ความทรงจำไม่คลาย // รีวิวเที่ยวลอนดอน

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3)
ความทรงจำไม่คลาย
                         
"เป็นความปรารถนาของข้าพเจ้า ว่าสถานที่แห่งนี้ ควรจะเป็นชื่อของพระองค์ (เจ้าชายอัลเบิร์ต, Prince Albert) เพราะ ฮอลล์นี้เกิดขึ้นได้ก็จากพระองค์ท่าน จึงควรจะเรียกว่า รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ (The Royal Albert Hall of Arts and Sciences)” นี่เป็นพระราชดำรัสของ สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) ในพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1867 หรือเมื่อ 150 ปีมาแล้ว และจนปัจจุบันนี้ รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ ยังตั้งตระหง่าน เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่แห่งวงการศิลปะ ความยิ่งใหญ่แห่งรักที่สมเด็จพระราชินีนาถมีต่อพระสวามี เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันคลายลงได้เลย ในบริเวณที่เรียกขานกันว่า เขตของอัลเบิร์ต (Albertopolis) กลางมหานครลอนดอน

ผู้เขียนได้พาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงความรักของทั้งสองพระองค์มาแล้ว 2 ตอน กับพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum) และในตอนสุดท้ายของ “อัลเบิร์ตอนุสรณ์” นี้ จะไม่สมบูรณ์ลงได้เลยหากเราจะไม่ได้ไปชมรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ และอนุสรณ์สถานของเจ้าชายผู้เป็นที่รัก

รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เป็นสถานที่จัดแสดงแบบที่เรียกกันว่า คอนเสิร์ต ฮอลล์ โดยจะรับจัดแสดงเฉพาะการแสดงที่สำคัญ ผู้มาเยือนสามารถจับรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี เซาท์ เคนซิงตัน (South Kensington) เมื่อเดินไปทางมุมด้านเหนือ ก็จะได้เห็นอาคารสีอิฐ รูปทรงกลมขนาดใหญ่ ที่นี่เอง คือสถานจัดแสดงที่มีที่นั่งรองรับผู้ชมได้มากถึง 5,272 ที่
(บรรยายภาพ - รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ โดมทรงกลมขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตสำคัญๆ)



นับตั้งแต่วางศิลาฤกษ์ไปในปี ค.ศ.1867 และก่อสร้างเสร็จ จนเปิดให้บริการใน ค.ศ.1871 ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียก็ได้เสด็จมาในพิธีเปิดด้วยพระองค์เองนั้น สถานที่แห่งนี้ ก็กลายเป็นเหมือนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เหล่าศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลกใฝ่ฝันจะมาเปิดการแสดงในฮอลล์สำคัญนี้สักครั้ง โดยที่ผ่านมา มีการจัดการแสดงแล้วทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นดนตรีของศิลปินป๊อป ร็อค หรือแนวการแสดงอื่นๆ เช่น บัลเล่ต์ โอเปรา เป็นฉากภาพยนตร์ เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงการกุศล ฯลฯ เรียกได้ว่า รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เปิดรับทั้งหมด และเป็นศูนย์กลางแห่งการจัดงานสำคัญต่างๆ จริงๆ โดยในแต่ละปีที่มี 365 วันนั้น รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ รับจัดงานใหญ่ปีละร่วม 800 งาน โดยครึ่งหนึ่งเป็นการจัดงานด้านนอกฮอลล์ ซึ่งก็มีพื้นที่กว้างขวาง และปัจจุบันนี้ แผ่นหินศิลาฤกษ์ที่ทำพิธีวางไว้ ยังมีให้เห็นได้ที่บริเวณใต้ที่นั่งแถว 11 เลขที่ 87

(บรรยายภาพ - ประตูทางเข้ารอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เมื่อมองออกไปไม่ไกล จะเห็นอนุสรณ์สถานเจ้าชายอัลเบิร์ตอยู่อีกฝั่งถนน)

รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ แห่งนี้ ควบคุมการก่อสร้างโดยกัปตัน ฟรานซิส ฟอว์ค (Francis Fowke) และ เฮนรี สก็อตต์ (Henry Y.D.Scott) การออกแบบ ได้รับอิทธิพลจากโรงละครกรีกโบราณ สร้างด้วยอิฐสีแดงเป็นหลัก ประดับประดาด้วยกระเบื้องดินเผา โดมกลมด้านบนเป็นโครงสร้างเหล็ก ส่วนบัวใต้หลังคาซึ่งมีความยาวรอบวง 800 ฟุตนั้น ประดับกระเบื้องโมเสค

แต่แม้จะออกแบบ และก่อสร้างกันมาเป็นอย่างดี และระมัดระวัง ทว่า หลังจากเปิดให้บริการเพื่อการจัดแสดงคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 มีนาคม ค.ศ.1871 ก็พบว่า มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น คือระบบเสียงที่มีเสียงสะท้อนดังมากในส่วนจัดแสดง เรียกว่า ไม่ว่าจะมีการแสดงอะไร ก็จะได้ฟังกัน 2 หนติดๆ จากเสียงสะท้อน จนต้องระดมกำลังกันแก้ไขโดยด่วน ด้วยการทำแผ่นดูดซับเสียงสะท้อนห้อยไว้ด้านบน ส่วนที่ห้อยมาเพื่อดูดซับเสียงนี้ เป็นรูปทรงกลม ที่เรียกกันเล่นๆ ว่า เจ้าเห็ด ซึ่งเริ่มแรกเดิมที ใส่เห็ดเข้าไป 135  อัน แต่ต่อมาเมื่อสามารถพัฒนาเทคโนโลยีด้านเสียงได้ดีขึ้น ก็สามารถลดจำนวนเห็ดลงเหลือ 85 ชิ้นได้ใน ปี ค.ศ.2001 แต่ถึงกระนั้น เห็ดพวกนี้ก็ยังเป็นของที่ผู้ชมจะคอยมองหาอยู่เสมอว่าห้อยมาจากตรงไหนบ้าง

อันที่จริง เมื่อแรกเริ่มเดิมทีที่มีแผนการจะก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ คณะทำงานเคยตั้งชื่ออาคารนี้ว่า หอกลางแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Central Hall of Arts and Sciences) แต่ในพิธีวางศิลาฤกษ์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเพื่อระลึกถึงเจ้าชายอัลเบิร์ตดังได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นพระราชประสงค์ โดยในขณะวางศิลาฤกษ์นั้น สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ยังไม่คลายจากความเศร้าโศกเสียพระทัย ที่เจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีได้สวรรคตไปก่อนหน้านั้น 6 ปี ด้วยไข้ไทฟอยด์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1861 ตอนมีพระชนมายุได้เพียง 42 ชันษา และจะว่าไป สมเด็จพระราชินีนาถไม่เคยคลายความโศกเศร้าเลยตราบพระชนม์ชีพของพระองค์

แต่หากจะบอกว่า การใช้พระนามเจ้าชายอัลเบิร์ตมาเป็นชื่อสถานที่ จะเป็นเพราะความรัก ความระลึกถึงของสมเด็จพระราชินีนาถอย่างเดียว ก็คงจะไม่ถูก เพราะดังที่สมเด็จพระราชินีนาถมีพระราชดำรัสว่า ฮอลล์นี้เกิดขึ้นได้ก็จากพระองค์ท่าน ก็เป็นเรื่องจริงตามนั้นคือ สถานที่สำคัญๆ ในเขตของอัลเบิร์ตนั้น สร้างขึ้นมาจากพระปรีชาของเจ้าชายโดยแท้ การใช้พระนาม จึงเป็นการถวายพระเกียรติในพระปรีชาด้วย

เรื่องนี้คงต้องย้อนไปในช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ให้ความสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และเพื่อจะส่งเสริมอุตสาหกรรม เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเป็นต้นคิดที่จะจัดงานแสดงสินค้าครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แรกเริ่มเดิมที ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย ต่อต้านแนวคิดของพระองค์กันเยอะอยู่ แต่ท่ามกลางกระแสต่อต้านนั้น เจ้าชายเดินหน้าอย่างไม่ย่นย่อ จนสามารถจัดงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ (Great Exhibition) ได้สำเร็จในปี ค.ศ.1851

งานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้ จัดขึ้นที่คริสตัล พาเลส (Crystal Palace) ในสวนไฮด์ (Hyde Park) ซึ่งได้มีการชักชวนให้ผู้ประกอบการต่างๆ ทั่วโลก มาจัดแสดงผลงาน ซึ่งก็ปรากฎว่า มีผู้มาร่วมจัดการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ มากถึง 13,000 ซุ้ม มีผลงานด้านอุตสาหกรรมมาแสดงมากกว่าแสนชิ้น  โดยประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผลงานอุตสาหกรรมของอังกฤษเอง

งานที่ทีแรกมีคนบอกว่า น่าจะเหลวไม่เป็นท่านี้ กลับประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง จากที่ว่าจะจัดแป๊บเดียว ก็ต้องเปิดงานให้ผู้คนเข้าชมนานถึง 5 เดือนครึ่ง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1851 ถึงวันที่ 11 ตุลาคมปีเดียวกัน และแม้ในขณะนั้น ประชากรอังกฤษจะมีน้อยกว่า 20 ล้านคน แต่ราว 1 ใน 3 ของประชากรก็มาชมงานนี้ กล่าวคือ มีผู้ผ่านประตูเข้าชมงานอย่างเป็นทางการมากถึง 6,039,195 คน ถือเป็นการแสดงการค้าที่ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคนั้นเลยทีเดียว ทำเอางานนี้ กำไรเพียบ และกลายเป็นต้นแบบการจัดงานแสดงสินค้า หรือนิทรรศการที่เรามักจะเรียกกันว่าเอ็กซโป ในปัจจุบันนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ความสำเร็จนี้ ยังทำให้เกิดความคิดที่จะสร้างสถานที่ถาวรเพื่อเป็นศูนย์กลางศิลปะต่างๆ

กำไรจากการจัดงานนี้เองค่ะ ที่เจ้าชายอัลเบิร์ตได้ทรงแนะนำให้นำมาซื้อที่ดินแถวๆ หมู่ถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) และทำให้เรียกขานบริเวณนี้กันว่า เขตของอัลเบิร์ต หรืออัลเบิร์ตโตโปลิส แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันนี้ มีคนเรียกแบบนี้น้อยลง เพราะมักจะเรียกกันรวมๆ ว่าเป็นย่านเซาท์ เคนซิงตันมากกว่า แต่ถึงกระนั้น เมื่อที่ดินที่ซื้อมาได้นำมาจัดสร้างเป็นสถานที่สำคัญต่างๆ ก็ได้นำพระนามมาตั้งชื่อ ทำให้พระนามเจ้าชายอัลเบิร์ตไม่หายไปไหน แต่กลายเป็นแหล่งสำคัญในบริเวณนี้ให้เราได้มาเยี่ยมชมกัน และได้ระลึกถึงพระปรีชา บวกกับความรักและระลึกถึงของสมเด็จพระราชินีนาถ

สถานที่อีกแห่งหนึ่งในอัลเบิร์ตโตโปลิส ที่จะทำให้เราเห็นภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ตอย่างชัดเจนขึ้น ต้องเดินไปอีกหน่อย ไม่ห่างจากรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ เข้าไปที่สวนเคนซิงตัน (Kensington Garden) ก็จะพบ อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ต (Albert Memorial) ซึ่งเป็นศิลปะแบบวิคตอเรียน กอธิค ซึ่งหากมองดีๆ ก็จะอยู่ตรงข้ามกับรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์นั่นเอง เรียกว่า แค่ข้ามถนนแคบๆ ที่คั่นกลางอยู่ ก็ถึงแล้ว
อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตเป็นอาคารสี่เหลี่ยมทรงสูง รวมความสูงทั้งหมด 54 เมตร ด้านบนสุด มีสัญลักษณ์ไม้กางเขน ส่วนด้านในอาคารที่เปิดโล่งนั้น มีพระบรมรูปหล่อของเจ้าชายอัลเบิร์ตสีทองตระหง่านอยู่ พระบรมรูปหล่อนี้ เจ้าชายอัลเบิร์ตประทับ (นั่ง) หันพระพักตร์เฉียงๆ ไปทางรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ ในพระหัตถ์ถือเอกสารเล่มหนึ่ง ซึ่งก็คือสูจิบัตรของงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นความสำเร็จจากพระปรีชาของพระองค์นั่นเอง

(บรรยายภาพ - อนุสรณ์สถานของเจ้าชายอัลเบิร์ต)


(บรรยายภาพ - พระบรมรูปเจ้าชายอัลเบิร์ต ที่ประดิษฐานภายในอนุสรณ์สถาน เป็นสีทองอร่าม)


พระบรมรูปนี้เป็นพระบรมรูปบรอนซ์ ซึ่งก่อนจะมีการนำพระบรมรูปจริงมาประดิษฐานไว้ตรงนี้ ได้เคยมีการนำรูปจำลองมาทดลองวางไว้ให้สมเด็จพระราชินีนาถได้ทอดพระเนตรจนพอพระราชหฤทัยก่อน ถึงจะมีการหล่อจริงๆ และนำของจริงมาไว้ในปี ค.ศ.1875 ปัจจุบันก็อยู่มานานตั้ง 142 ปีแล้ว และพระบรมรูปเองก็เปลี่ยนไปจากดั้งเดิม ในแง่ที่ว่า ได้มีการปิดทองคำเปลวในการบูรณะภายหลัง ทำให้องค์เจ้าชายเป็นสีทองมลังเมลืองอย่างที่เห็น

อนุสรณ์สถานนี้ ออกแบบโดยจอร์จ กิลเบิร์ต สก็อตต์ (George Gilbert Scott) ซึ่งนอกจากจะมีพระบรมรูปหล่อของเจ้าชายแล้ว รอบนอกยังเป็นฐานหินอ่อน แกะสลักภาพไว้มากมาย ทั้งนักดนตรี ศิลปิน สถาปนิค นักประพันธ์เพลง ฯลฯ อีก 187 ภาพอยู่โดยรอบ ในขณะที่ใต้ฐานอนุสาสรีย์ มีห้องใต้ดิน ที่มีส่วนโค้งจำนวนมาก เพื่อรองรับน้ำหนัก

จุดเด่นอีกจุดที่สำคัญของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ คือ รูปแกะสลักที่วางเอาไว้ 4 มุมของอนุสรณ์สถาน เป็นการสื่อทวีปทั้ง 4 คือ ยุโรป เอเชีย อาฟริกา และอเมริกา โดยมีสัตว์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละทวีป บวกกับรูปสลักบุคคลที่มีลักษณะเด่นของทวีป กล่าวคือ ในแท่นของยุโรปเป็นภาพวัวกระทิงและหญิงสาว ส่วนแท่นเอเชีย มีช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์ แถมยังมีภาพบุคคลที่ดูออกจีนและแขกอยู่ร่วมกัน และเมื่อหันไปต่อที่แท่นแห่งอาฟริกาก็ได้เจออูฐ แถมมีสฟิงค์มานั่งรวมอยู่ด้วย สุดท้ายที่แท่นอเมริกา ก็มีควายไบซันมาเป็นตัวแทน บวกกับคนที่สื่อถึงความเป็นอินเดียนแดง เจ้าของทวีปดั้งเดิม

(บรรยายภาพ - ภาพสลักที่มุมทั้ง 4 ของอนุสรณ์สถาน เป็นภาพแสดงทวีปทั้ง 4 ภาพนี้คือ ตัวแทนของอเมริกา อันมีควายไบซันเป็นสัตว์สัญลักษณ์)

 (บรรยายภาพ - ช้าง เป็นตัวแทนแห่งเอเชีย)

 (บรรยายภาพ - วัวกระทิง เป็นตัวแทนยุโรป)



(บรรยายภาพ - อูฐ เป็นตัวแทนอาฟริกา)


การมีสัญลักษณ์ของทวีปทั้งสี่ ก็เป็นการสื่อว่า ในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียนั้น อังกฤษได้แผ่ขยายอำนาจไปทั่วทุกทวีปนั่นเอง

อันที่จริง ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างอนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตในรูปลักษณะแบบนี้ขึ้น ได้มีการหารือในหมู่คณะกรรมการที่จะสร้างสิ่งสำคัญเพื่อระลึกถึงเจ้าชายอัลเบิร์ตกันยกใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1862 หลังการสิ้นพระชนม์เพียงไม่นานนัก แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ก็มีการเสนอให้สร้างโน่น สร้างนี่เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ โอเบลิคส์ ฯลฯ แต่ก็มาลงตัวที่อนุสาวรีย์พร้อมพระบรมรูปหล่ออย่างที่เห็นกันนี้ ซึ่งก็เป็นทั้งตัวแทนความรัก ความระลึกถึงที่สมเด็จพระราชินีนาถมีต่อพระสวามี และเป็นตัวแทนผลงานของเจ้าชายได้เป็นอย่างดี โดยอนุสรณ์สถานอัลเบิร์ตนี้ ใช้เวลาสร้างนาน 10 ปี ด้วยงบประมาณ 1.2 แสนปอนด์

เราคงไม่อาจทราบได้เลยว่า หลังจากที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ไปแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย “ราชินีม่าย” ผู้ระทมทุกข์ ได้เคยเสด็จมาทอดพระเนตรอนุสรณ์สถานแห่งนี้บ่อยครั้งแค่ไหน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่เพียงแค่อนุสรณ์สถานแห่งนี้เท่านั้น แต่สมเด็จพระราชินีได้โปรดให้สร้างพระบรมรูปหล่อของพระสวามีไว้อีกหลายแห่ง เป็นความระลึกถึงที่ไม่เคยจางหายไป ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เราได้เห็น พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต, รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ และอนุสรณ์สถานของเจ้าชายอัลเบิร์ต เราจึงไม่เพียงแต่จะมองเห็นสิ่งก่อสร้าง แต่ยังสามารถมองลึกเข้าไปถึงความรักแห่งราชวงศ์ รักของสมเด็จพระราชินีนาถ รักที่ก่อกำเนิดพระราชโอรส-ธิดา มากถึง 9 พระองค์ รักที่ไม่เคยจางจากพระราชหฤทัยจอมนางตราบวันสิ้นพระชนม์ และอนุสรณ์แห่งรักหลายสิ่ง ก็ได้กลายมาเป็นสาธารณประโยชน์ สมกับที่เจ้าชายอัลเบิร์ตมีความปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศให้รุ่งเรือง

ด้วยอนุสรณ์เหล่านี้ เราจะได้รำลึกถึงรักแท้ และความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหายไปตลอดกาลของทั้งสองพระองค์ และเพื่อเป็นของแถมสุดท้าย ผู้เขียนได้เดินทางต่อไปที่สถานจัดแสดงภาพบุคคลแห่งชาติ (National Portrait Gallery) ที่บริเวณจัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar square) กลางมหานครลอนดอน เพื่อเก็บ “ภาพคู่” ของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามีมาฝากแฟนานุแฟน เป็นงานสลักฝีมือวิลเลียม ทรีด (William Theed) ที่ทำขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1863-7 ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตได้สิ้นพระชนม์ไประยะหนึ่งแล้ว แต่ในรูปนี้ ได้ประดิษฐ์เป็นพระบรมรูปที่ทั้งสองพระองค์อิงแอบกันอยู่ สมเด็จพระราชินีนาถวางพระหัตถ์ซ้ายลงบนพระหัตถ์ของพระสวามี สายพระเนตรทอดสบกัน เหมือนกันว่า ไม่เคยจากกันไปไหนเลยตราบกาลนาน เช่นเดียวกับความรักของทั้งสองพระองค์


(บรรยายภาพ - “ภาพคู่” ของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งจัดแสดงที่ National Portrait Gallery - ภาพนี้ ถ่ายเองค่ะ แสงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)


(หมายเหตุ – ภาพนี้ Copy มาจากเว็บของแกลอรี่ เผื่อจะเห็นรายละเอียดมากกว่า)

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (3) ความทรงจำไม่คลาย // รีวิวเที่ยวลอนดอน

หมายเหตุ - เรื่องนี้ ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ต่วย'ตูน ฉบับเดือนเมษายน 2559 โดยผู้เขียนได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่บางกอกโพสต์ให้เขียนเพื่อเป็นการระลึกถึง "คุณวาทิน ปิ่นเฉลียว" หรือ "ลุงต่วย" อดีตบรรณาธิการ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ ใช่ช่วงที่คุณลุงท่านเสียชีวิต เลยเขียนเรื่องชุดนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณลุงผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ได้ออกไปเที่ยวรอบโลกค่ะ

สำหรับตอนที่ 1 ดูได้ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/1.html

และตอนที่ 2 ดูได้ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/2-2-albertopolis-prince-albert-queen.html


วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (2) พิพิธภัณฑ์แห่งศรัทธา // รีวิวิเที่ยวลอนดอน

อัลเบิร์ตอนุสรณ์ (2)
พิพิธภัณฑ์แห่งศรัทธา
                           
มาพบกันเป็นครั้งที่ 2 แล้วนะคะ สำหรับ "อัลเบิร์ตอนุสรณ์" ซึ่งผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านเยี่ยมชมเขตที่เรียกว่า เขตของอัลเบิร์ต (Albertopolis) ซึ่งตั้งตามพระนามของเจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert) พระสวามีที่รักยิ่งของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) แห่งอังกฤษ และในตอนนี้ เรายังไม่ได้ไปไหน แต่ยังคงวนเวียนอยู่ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum) ที่ถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) ในมหานครลอนดอน

ตอนที่แล้ว เราได้เยี่ยมชมผลงานที่เกี่ยวกับปกรณัมกรีก-โรมัน ส่วนในคราวนี้ ผู้เขียนจะขอพาไปชมผลงานศิลปะเด่นๆ อันเกี่ยวกับศรัทธาทางศาสนา ซึ่งก็เป็นผลงานที่มีอยู่มากมายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ผลงานชิ้นแรกที่เราจะมาชมกัน คือ งานศิลปะที่ทำขึ้นเพื่อเทิดทูนพระแม่มารีย์ พระมารดาของพระคริสต์ โดยขอหยิบเอาช่วงเวลาที่จับใจที่สุดช่วงหนึ่ง คือ ช่วงแห่งมรณกรรม และการขึ้นสวรรค์ของพระแม่มานำเสนอกันค่ะ

ผลงานแรกคือ การสิ้นพระชนม์ของแม่พระผู้นิรมล (The Death of the Virgin) ผลงานแกะสลักจากไม้ ลงรักปิดทอง โดยศิลปินนิรนามจากเยอรมนี ที่อุตสะหะทำขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ.1430-1440



ถึงตอนนี้ ต้องขอเล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายบนโลกมนุษย์ของพระแม่มารีย์กันก่อน ในช่วงหลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์และขึ้นสวรรค์ไปนั้น พระนางทรงระทมทุกข์มาก แม้จะได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่พระเยซูได้เคยเสด็จไป แต่ก็ไม่คลายความว้าเหว่ ในที่สุด แม่พระได้อธิษฐานขอลาจากโลกนี้ไป พูดง่ายๆ คือ อธิษฐานขอความตายมาบรรเทาทุกข์ในใจนั่นเอง และหลังอธิษฐาน ทูตสวรรค์ได้มาปรากฎ แจ้งต่อพระนางว่า ภายใน 3 วันต่อจากนี้ พระแม่มารีย์จะได้ไปพบพระคริตส์บนสรวงสวรรค์


เมื่อทราบดังนี้ แม่พระได้แจ้งต่อเหล่าอัครสาวก และขอให้พวกท่านทั้งหมดมาชุมนุมกันเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ อัครสาวกทั้งหมดจึงมารวมตัวกัน ซึ่งในตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ศิลปินหลายท่านได้รังสรรค์ผลงานศิลปะขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เหล่าอัครสาวกมาชุมนุมกันรอบเตียงของแม่พระ โดยมีนักบุญปีเตอร์ (St.Peter) อยู่ที่หัวเตียง และนักบุญจอห์น (St.John) อยู่ที่ปลายเตียง เหมือนกับรูปสลักที่นำมาให้ชมกันในวันนี้

คืนนั้นเอง ที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จมา เมื่อวิญญาณของพระแม่มารีย์ออกจากร่าง ก็ลอยเข้าสู่อ้อมพระกรของพระคริสต์ ซึ่งประคองดวงจิตพระมารดาสู่สวรรค์ ทิ้งร่างกายเอาไว้เบื้องล่างให้เหล่าอัครสาวกนำไปประกอบพิธีฝัง แต่ในเวลาต่อมา พระเยซูทรงมีบัญชาว่า ดวงวิญญาณและร่างของพระมารดาควรกลับมารวมกัน แล้วลอยขึ้นสวรรค์อีกครั้ง ซึ่งในตอนที่ร่างของแม่พระขึ้นสวรรค์นั้น นักบุญทอมัส (St.Thomas) หนึ่งในอัครสาวกไม่ได้อยู่เห็นเป็นพยานด้วย และนักบุญท่านนี้ เป็นคนช่างสงสัยค่ะ เมื่อไม่ได้เห็นกับตา จึงไม่ยอมเชื่อว่า ร่างของแม่พระได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว

เพื่อเป็นการพิสูจน์ จึงได้มีการเปิดหลุมศพของพระแม่มารีย์ ทำให้นักบุญทอมัสได้เห็นกับตาว่า หลุมศพนั้นว่างเปล่า ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อนักบุญทอมัสแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็ได้พบแม่พระ ซึ่งได้กระตุกสายคาดเอวของพระนางหย่อนลงมาให้เป็นหลักฐาน จึงทำให้นักบุญทอมัสได้เชื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้านพระแม่มารีย์บนสรวงสวรรค์ เรื่องราวสุดท้ายของพระนางคือเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูได้สวมมงกุฎให้เป็นราชินีแห่งสวรรค์

ที่เล่ามาทั้้งหมดนี้ เพราะทุกตอนล้วนมีผลงานศิลปะชิ้นงามๆ ให้เราได้ชมกันในทุกช่วงเวลาของแม่พระค่ะ

ย้อนไปถึงผลงานที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ คือ งานแกะสลัก ทาสี ลงรักปิดทอง ว่าด้วยการสิ้นพระชนม์ของแม่พระผู้นิรมลในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตที่นำมาให้ชมกันนี้ เราจะได้เห็นพระแม่มารีย์เอนกายอยู่บนเตียง มีเหล่าอัครสาวกล้อมรอบ ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือบทอง ซึ่งทำให้เราได้เห็นฝีมือของศิลปิน ที่ปิดทองได้งามอร่าม แม้จะผ่านวันเวลามาหลายร้อยปีแล้ว แต่สีทองในผลงานนี้ก็ยังสวยเด่น

ในภาพ มีนักบุญปีเตอร์ยืนเป็นสง่าตรงหัวเตียงตรงตามพระคัมภีร์ แต่ที่เป็นจุดเด่นของผลงานนี้คือ มีพระเยซูอยู่ในเรื่องราวของรูปสลักนี้ด้วย โดยพระคริสต์ประทับยืนอยู่เหนือร่างของพระแม่ ยกพระหัตถ์ขึ้นอวยพรแก่พระมารดา ในขณะที่อัครสาวกอื่นๆ บ้างก็ร่ำไห้รำพัน บ้างก็เทกำยานเครื่องหอม

ผลงานนี้มีขนาดพอประมาณ คือสูง 81.5 เซ็นติเมตร กว้าง 170.2 เซ็นติเมตร โดยตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ห้องหมายเลข 50B ซึ่งเป็นห้องที่แสดงผลงานจากยุคกลางและสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Medieval and Renaissance)

จากนั้นเรามาต่อกันที่ผลงานกระเบื้องเคลือบ ชื่อ การขึ้นสวรรค์ของแม่พระ (The Assumption of the Virgin) ฝีมือของ อันเดรีย เดลลา ร็อบเบีย (Andrea della Robbia) ซึ่งทำขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1486-1525 ในอิตาลี



ผลงานกระเบื้องชิ้นนี้ ใหญ่มากทีเดียวค่ะ ด้วยความสูง 190.3 เซ็นติเมตร กว้าง 180 เซ็นติเมตร หนักตั้ง 400 กิโลกรัม (รวมกรอบ) เดิมที ผลงานนี้ทำขึ้นเพื่อประดับแท่นบูชา แต่ตอนนี้มาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ห้องหมายเลข 50B เช่นเดียวกับรูปแรก เป็นผลงานกระเบื้องที่สวยงามตระการตามากทีเดียวค่ะ ด้วยสีขาวบริสุทธ์ประดุจความนิรมลของแม่พระ

ในผลงานนี้ นอกจากพระแม่มารีย์ที่ลอยอยู่กลางชิ้นงานแล้ว คนที่ทรุดตัวอยู่เบื้องล่างก็คือนักบุญทอมัสนั่นเองค่ะ เป็นช่วงที่พระแม่ได้สำแดงพระองค์ต่อนักบุญทอมัส และหย่อนสายคาดเอวของพระนางลงมาให้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้ผลงานชิ้นนี้ดูเหมือนจะสวยสง่าสมบูรณ์ แต่ส่วนที่เป็นสายคาดเอวซึ่งเป็นจุดสำคัญของผลงานได้หายไปค่ะ แม้จะไม่ครบถ้วน แต่หากมองว่าผลงานนี้มีอายุตั้ง 5 ศตวรรษมาแล้ว แถมยังย้ายจากอิตาลีมาสู่อังกฤษ แล้วยังสวยสดได้ขนาดนี้ ก็ต้องชมศิลปินจริงๆ ว่าทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก

ดังได้เล่ามาแล้วว่า หลังจากนี้ พระเยซูจะได้สวมมงกุฏราชินีแห่งสวรรค์ให้พระมารดา ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนค่ะว่า ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตต้องมีผลงานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงสวมมงกุฏด้วยแน่นอน ซึ่งผู้เขียนเลือกเอาผลงานชื่อ การประกาศราชินีภิเษกของแม่พระ (The Annunciation and Coronation of the Virgin) ในห้องจัดแสดงเลขที่ 9 มานำเสนอกันค่ะ



ผลงานนี้ มีขนาดค่อนข้างเล็ก คือสูงแค่ 26.8 เซ็นติเมตร กว้าง 16 เซ็นติเมตร หนัก 0.6 กิโลกรัม หรือเบาะๆ แค่ 6 ขีด ถือว่าเล็กไหมคะ แต่ที่ผู้เขียนเลือกเอาผลงานนี้มานำเสนอ แม้จะเป็นผลงานที่เล็กเอาการ ก็เพราะความอลังการของผลงานค่ะ ก็ที่เล็กนั้น เพราะเป็นผลงานที่ทำจากงาช้าง ลงรักปิดทอง สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1360-1370 ที่เวนิช และเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ทราบชื่อศิลปิน สันนิษฐานว่า ผลงานนี้ จำลองย่อส่วนมาจากงานศิลปะเหนือประตูทางเข้าโบสถ์เซนต์มาร์ค (St.Mark's Basilica) เป็นภาพในตอนที่พระเยซูสวมมงกุฏให้พระมารดา เพื่อให้เป็นราชีนีแห่งสวรรค์ งานแกะสลักงาช้างชิ้นนี้ เล็กแต่ปราณีต เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋ว

ผลงานนี้ ทำออกมาเป็นลักษณ์ 3 ชิ้นงาน 3 บานติดกัน ด้วยสีขาวพิสุทธ์อีกเช่นเคย บานตรงกลางแกะสลักเป็นพระเยซูและพระแม่มารีย์ โดยมีเหล่าเทพเล่นดนตรีอยู่ด้านหลัง ส่วนบานด้านข้างที่เป็นปีก ได้แกะสลักพยานแห่งพิธีราชินีภิเษกนี้ ประกอบด้วยอัครเทวทูตไมเคิล (Archangel Michael) นักบุญจอห์น แบปทิสต์ (St.John the Baptist) นักบุญจอร์จ (St.George) นักบุญจอห์นผู้เขียนพระวรสาร (St.John the Evangelist) ฯลฯ เรียกว่า เป็นผลงานศิลปะชิ้นเล็กแต่อัดแน่นด้วยเรื่องราวและรายละเอียดมากมายจริงๆ  

เมื่อได้กล่าวถึงพระแม่มารีย์ไปแล้ว ก็มาถึงเรื่องราวของพระบุตรกันบ้าง ผู้เขียนขอนำเสนอผลงานกระเบื้องเคลือบอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเป็นการส่วนตัว เนื่องจากมีสีสันสดใส ดูแล้วสบายตา สบายใจ นั่นคือผลงาน การนมัสการของพวกโหราจารย์ (The Adoration of the Magi) ฝีมือของ อันเดรีย เดลลา ร็อบเบีย คนเดียวกับที่ทำผลงานการขึ้นสวรรค์ของพระแม่ ที่กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้เองค่ะ โดยเป็นผลงานที่สร้างขึ้นในต้นคริสตศตวรรษที่ 16 มีขนาดสูง 221.7 เซ็นติเมตร กว้าง 184 เซ็นติเมตร หนักตั้ง 582 กิโลกรัม (รวมกรอบ) เรียกว่าใหญ่โตใช่เล่น 



เดิมที ผลงานนี้ใช้ประดับแท่นบูชาอยู่ที่อิตาลี แต่ตอนนี้ จัดแสดงในห้องหมายเลข 50B ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต แต่ก่อนจะว่ากันถึงผลงานกระเบื้องเคลือบชั้นเยี่ยมนี้ ขอเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ก่อน นั่นคือ หลังจากพระคริสต์ประสูติแล้ว ในตอนนั้น ได้มีนักปราชญ์ 3 คนจากตะวันออก เดินทางมากรุงเยรูซาเล็ม เพื่อตามหาพระผู้กำเนิดมาเป็นกษัตริย์แห่งยิว โดยโหราจารย์ทั้ง 3 ได้เดินทางตามการนำทางของดวงดาวมาเรื่อยๆ สู่เมืองเบทเลเฮม ที่ๆ โหราจารย์ได้พบกับพระแม่มารีย์และพระกุมาร

พวกเขาคุกเข่าลงนมัสการพระมหาไถ่ และมอบของขวัญคือทองคำ กำยาน และมดยอบ โดยการมาเยือนของโหราจารย์นี้ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญในคริสตศาสนา เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์ต่อคนต่างศาสนา เป็นสัญญาณว่า ในอนาคต พระองค์จะได้เป็นผู้นำในการเผยแพร่คริสตศาสนาสู่ทุกแว่นแคว้น ทุกชาติ ทุกวัย ซึ่งก็สื่อออกมาโดยโหราจารย์ทั้งสาม คือ แคสปาร์ (Caspar) เมลคิออร์ (Melchior) และบัลทาซาร์ (Balthasar) ซึ่งในงานศิลปะ จะนำเสนอทั้ง 3 ท่านในรูปลักษณ์ของวัยหนุ่ม วัยกลางคน และวัยชรา รวมถึง 1 ใน 3 ของโหราจารย์ จะมีผู้หนึ่งที่มีผิวดำด้วย

ทั้งหมดนี้ บ่งบอกถึงการที่คนทุกวัย ทุกสีผิว ได้มาเฝ้าพระกุมารเยซู ในขณะที่เครื่องบรรณาการก็มีความหมายว่า ทองคำหมายถึงกษัตริย์ กำยานหมายถึงพระเป็นเจ้า มดยอบหมายถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู รวมความแล้วเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง พลัง การนมันสการ และการอุทิศตัวแด่พระคริสต์

สำหรับผลงานกระเบื้องของอันเดรีย เดลลา ร็อบเบียนี้ นอกจากจะนำเสนอในรูปแบบของสีสันที่สดใสแล้ว ยังแตกต่างจากผลงานของศิลปินอื่นๆ ที่มักนำเสนอช่วงเวลาเดียวกันนี้ กล่าวคือ ในหลายๆ ผลงานที่เล่าเรื่อง การนมัสการของพวกโหราจารย์มักจะเรียบง่าย มีเพียงภาพของพระแม่มารีย์ พระเยซู และโหราจารย์ทั้ง 3 แต่ในผลงานกระเบื้องของร็อบเบียนี้ ได้มีนักบุญโจเซฟ (St.Joseph) พระสวามีของพระแม่ยืนอยู่เบื้องหลังพระแม่มารีย์ด้วย ในขณะที่กลุ่มของโหราจารย์ก็ไม่ได้มีเพียง 3 ท่าน แต่มีคณะร่วมขบวนมาอีกเยอะทีเดียว

ต้องขอนอกเรื่องสักเล็กน้อยว่า ตอนที่ผู้เขียนไปแหงนคอมองภาพนี้ ก็ยืนชมอยู่นานสองนาน เพราะรู้สึกถึงสีสัน ที่แม้จะผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี แต่ภาพนี้ยังสดใส อาจจะเช่นเดียวกับวันเก่า ที่ร็อบเบียได้ทำผลงานอันเต็มไปด้วยศรัทธานี้ขึ้น และหากพิจารณาดูจะเห็นว่า มีสีเขียวหลายแห่งในผลงานนี้ โดยเฉพาะที่เสื้อผ้าของโหราจารย์ทั้ง 3 เนื่องจากสีเขียว เป็นสีที่ใช้ในเทศกาลสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ในขณะที่พระแม่มารีย์ ทรงภูษาสีน้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์ของความรักแห่งสวรรค์ และเป็นสีประจำตัวของของพระแม่ด้วย ผลงานกระเบื้องที่เต็มไปด้วยสีสันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สีที่สดสวย แต่ศิลปินได้เลือกแล้ว ที่จะใช้สีอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญต่างๆ  

สำหรับพระคริสต์เอง ผลงานที่ศิลปินต่างๆ นิยมสร้างสรรค์กันมากที่สุดช่วงหนึ่ง เห็นจะเป็นช่วงพระทรมานของพระคริสต์ (Christ's Passion) อันเป็นช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพบนโลกมนุษย์ พระทรมานเริ่มแต่เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มไปจนถึงการตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์ และพิธีฝังพระศพ ซึ่งมักจะปรากฎในงานศิลปะจำนวนมาก ซึ่งสื่อออกมาถึงแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ต้องดูหลายภาพจึงจะเห็นภาพรวมทั้งหมดของพระทรมาน แต่ผลงานที่จะนำมาให้ชมกันวันนี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะที่จิ๋วแต่แจ๋วอีกชิ้นหนึ่ง เป็นผลงานเล็กๆ ชิ้นเดียว ที่รวมเอาเหตุการณ์พระทรมาน ไปจนถึงเสด็จสู่วรรค์มารวมกันไว้ทั้งหมด ในงานแกะสลักงาช้าง ชื่อ พระทรมานของพระคริสต์ (The Passion of Chris) จากการสลักเสลาของศิลปินนิรนามจากปารีส ฝรั่งเศส คาดว่าสลักขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ.1270 ปัจจุบันจัดแสดงในห้องหมายเลข 9 หมวดผลงานของยุคกลาง และสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต



ผลงานนี้ต้องบอกว่า ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ ค่ะ ด้วยความสูงเพียง 32.1 เซ็นติเมตร กว้าง 23.4 เซ็นติเมตร หนัก 1.08 กิโลกรัม ทำออกมาในลักษณะเป็นบานขนาดเล็ก 2 บาน มีผลงานแกะสลัก 6 ช่อง ดูเผินๆ เหมือนจะเป็น 6 เหตุการณ์ในพระทรมาน แต่อันที่จริง ละเอียดกว่านั้นค่ะ แต่ละช่องที่เห็น ยังแบ่งออกเป็นช่องละ 3 เหตุการณ์ รวมทั้งหมดของผลงานเล็กๆ นี้ มีเหตุการณ์รวมกันถึง 18 เหตุการณ์ คนที่ทำขึ้น คงต้องเต็มไปด้วยศรัทธามากจริงๆ

          บอกตามตรงว่า ดูทีแรก ผู้เขียนออกจะ งงๆ ไม่รู้ว่า ควรจะมองตรงไหนก่อน เท่าที่เห็นจุดเด่นที่พอจะดึงดูดสายตา คือตรงกลางของช่องที่ 2 ทางขวา ที่เห็นเป็นพระเยซูถูกตรึงกางเขน แต่เมื่อได้อ่านจากเอกสารของพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็พบว่า จริงๆ ต้องเริ่มดูภาพนี้ตั้งแต่มุมซ้ายล่าง เริ่มจากที่เราเห็นการแกะสลักเป็นชายสองคนทำงุบงิบ ยื่นของให้กัน นั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น จูดาส อิคาริออต (Judas Iscariot) สาวกผู้ทรยศต่อพระเยซู ด้วยเงินเพียง 30 เหรียญ แลกกับการที่จะช่วยชี้ตัวพระคริสต์ให้พวกมหาสมณะ (หรือทหาร) ตามด้วยรูปถัดมาในช่องเดียวกัน คือตอนที่จูดาสจุมพิตพระเยซู เพื่อส่งสัญญาณให้พวกที่ว่าจ้างมาได้ทราบว่า นี่และ คือผู้ที่ต้องการตามหา แต่สุดท้าย จูดาสเองก็ไม่อาจทนอยู่กับความผิดของตัวเอง จึงผูกคอตาย ซึ่งปรากฎในภาพที่ 3 ของช่องแรก เรียกว่า ช่องแรก (กรอบล่างสุดทางซ้าย) จึงเป็นเรื่องราวของจูดาสล้วนๆ

หลังจากนั้น ต้องส่งสายตามองต่อไปทางขวา ช่องล่างสุดทางขวา ภาพแรก เป็นเหตุการณ์ที่ฝ่ายศัตรูได้พบ และจับกุมพระเยซูไป และปรักปรำว่าพระองค์มีความผิด ก่อนจะพาพระเยซูไปเข้าพบข้าหลวงโรมัน นาม ปอนตีอุส ปีลาเต (Pilate) อันที่จริง ปีลาเตดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากลงโทษพระเยซู แต่ไม่อาจต้านทานกลุ่มมหาสมณะได้ ดังนั้น แม้ปิลาเตอยากจะปล่อยพระคริสต์ไป แต่ก็ถูกยุยงให้ลงโทษพระองค์ด้วยการตรึงกางเขน ซึ่งงานนี้ ปีลาเตที่คงไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เลยตัดสินใจเอาเอาน้ำล้างมือต่อหน้ามหาชน และกล่าวว่า "เราไม่มีมลทินจากบุรุษผู้นี้ พวกท่านจงรับภาระไปเถิด" ซึ่งเป็นภาพที่ 2 ในช่องนี้ ก่อนจะนำไปสู่ภาพที่ 3 ที่มีการส่งพระเยซูไปให้ทหารเฆี่ยนตี

          ถึงตอนนี้ คนที่ดูภาพก็คงจะชักงงแล้ว ว่าจะดูตรงไหนต่อ ก็ต้องใช้วิธีการไหลไปเรื่อยๆ ค่ะ คือจากภาพขวาสุดของรูปล่างขวาแล้ว ก็มองต่อขึ้นข้างบน ไปสู่ช่องกลางของบานขวา แล้วเริ่มดูเนื้อเรื่องจากภาพขวาไล่มาทางซ้าย สลับกับกับทิศทางการดูของกรอบด้านล่างสุด ทีนี้ เราจะได้เห็นตอนที่พระองค์เยซูทรงถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังคัลวารี ต่อด้วยภาพที่พระองค์ถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ ตามมาด้วยภาพของการอัญเชิญพระศพลงจากไม้กางเขน

จากนั้นก็ไปต่อที่ช่องกลางด้านปีกซ้าย ที่ต้องมองมาจากขวาไปซ้ายอีก เป็นภาพการจัดการฝังพระศพในคูหาที่สกัดเข้าไปในศิลา ต่อด้วยภาพกลาง เป็นเหตุการณ์ที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งในงานศิลปะมักให้มีธงที่ประกาศการฟื้นคืนพระชนม์อยู่ในพระหัตถ์เช่นที่เห็นในภาพนี้ หลังจากนั้น ภาพสุดท้ายในช่องนี้ คือภาพที่พระเยซูได้เสด็จลงไปเมืองนรก ในพระหัตถ์ยังคงมีธงแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ เป็นการประกาศชัยชนะของพระองค์เหนือความตาย และเราจะได้เห็นผู้รับเสด็จพระองค์ในนรกด้วย ซึ่งในตำราบอกว่า น่าจะเป็นอาดัมกับอีฟ มนุษย์ 2 คนแรกของโลกที่อยู่ในนรกนั่นเอง

ต่อจากนี้ ก็ไหลไปอีกค่ะ ด้วยการมองขึ้นไปกรอบช่องบนซ้าย แล้วดูจากซ้ายไปขวา ภาพแรกซ้ายสุดเป็นตอนนี้เหล่าสตรี ซึ่งนำโดยมารีย์ แมกดาลีน (Mary Magdalene) มาที่พระคูหา และได้รับแจ้งจากเทวทูตว่าพระคริสต์ฟื้นคืนชนม์ชีพแล้ว บางตำราก็บอกว่า ทีแรก มารีย์ แมกดาลีนเห็นว่าหินปิดปากพระคูหาเคลื่อนออกไป และเมื่อเข้าไปในพระคูหาก็ตกใจว่าพระศพหาย แต่ก็พบเทวทูตที่บอกว่าพระคริสต์ฟื้นคืนชีพต่างหาก กระนั้น มารีย์ก็ยังร้องไห้คร่ำครวญ แต่พระคริสต์ก็ทรงมาประจักษ์ สำแดงพระองค์ต่อนาง (ภาพกลาง) และสำแดงพระองค์สาวกอื่นๆ ในภาพต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในการสำแดงพระองค์ของพระคริสต์นั้น นักบุญทอมัส หนึ่งในอัครสาวกไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย เมื่อท่านกลับมาอีกที แม้จะมีผู้บอกข่าวว่า พระคริสต์กลับมาสำแดงพระองค์แล้ว แต่นักบุญทอมัสก็ไม่ยอมเชื่อ กล่าวว่า "หากไม่ได้เห็นรอยตะปูบนฝ่าพระหัตถ์ ไม่ได้เอานิ้วแหย่เข้าไปในรอยนั้น และไม่ได้เอามือสอดเข้าไปในสีข้างของพระองค์ ข้าก็ไม่มีวันเชื่อ"

อีกหลายวันต่อมา เมื่อพระเยซูมาสำแดงพระองค์อีก ทรงตรัสกับนักบุญทอมัสว่า "จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงเอามือสอดเข้าไปในสีข้างของเรา อย่าขาดความศรัทธาเชื่อมั่น แต่จงเชื่อเถิด" ซึ่งเป็นภาพแรกในช่องขวาบนสุดค่ะ

นักบุญทอมัสท่านนี้ คุ้นๆ ไหมคะ ก็ในเวลาต่อมา ท่านก็ยังเป็นอัครสาวกขี้สงสัย ที่ไม่เชื่อเรื่องที่ร่างและวิญญาณของพระแม่มารีย์ขึ้นสู่สวรรค์ จนพระแม่ต้องสำแดงพระองค์ และให้สายรัดเอวตามที่ได้เล่ามาตอนต้นๆ แล้วค่ะ

หลังจากทำให้นักบุญทอมัสเชื่อแล้ว พระเยซูได้นำเหล่าสาวกไปเบทานี ทรงลอยขึ้นสวรรค์ดังภาพกลางของช่องบนขวาและกลายเป็นพระผู้บริสุทธ์ในภาพสุดท้าย
เห็นไหมคะ ผลงานแกะสลักงาช้างชิ้นนี้ จิ๋วแจ๋วแจ่มจริงๆ แม้จะเล็กกระจ้อย แต่รวมเอาเหตุการณ์ช่วงท้ายของพระชนม์ชีพของพระบุตร ไปจนถึงขึ้นสวรรค์ไว้อย่างครบถ้วน แต่เวลาดูภาพนี้ ก็ต้องเพ่งอยู่เหมือนกันค่ะ ยอมรับเลยว่าดูยาก เพราะขนาดที่เล็ก และเบียดอัดกันหลายเหตุการณ์ในแต่ละช่อง แต่ก็ต้องคาราวะผู้แกะสลักนิรนามคนนี้จริงๆ เพราะทั้งสวย และเต็มไปด้วยเรื่องราวแบบเต็มเหยียด

และไหนๆ ก็ได้กล่าวถึงพระทรมานของพระคริสต์มาเยอะ เลยต้องขอนำเสนอผลงานที่น่าสนใจมากอีกผลงานหนึ่ง คือ การคร่ำครวญเหนือพระศพ (The Lamentation over the Dead Christ) ผลงานกระเบื้องเคลือบของ อันเดรีย เดลลา ร็อบเบีย อีกแล้วค่ะ ทำขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1510-1515 ตอนนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ห้องเลขที่ 26 (ทำไปทำมา ผู้เขียนชักหลงรัก อันเดรีย เดลลา ร็อบเบีย เสียแล้วค่ะ โอกาสหน้าถ้าคุณประลองพล บรรณาธิการผู้ดูแลต้นฉบับจะกรุณาให้พื้นที่หน้ากระดาษอันแสนแพงอีก ผู้เขียนจะพยายามนำผลงานอื่นๆ ของร็อบเบียมาให้ได้ชมกันอีก)



งานนี้ ต่างจากงานอื่นของร็อบเบียที่นำเสนอมาก่อนหน้านี้ ที่เป็นเครื่องประดับแท่นบูชาแบบมีกรอบ แต่ผลงานล่าสุดที่กล่าวถึงนี้ เป็นผลงานกระเบื้องเกือบลอยตัวขนาดใหญ่ทีเดียว คือ ลึก 67 เซ็นติเมตร กว้าง 152 เซ็นติเมตร สูง 87 เซ็นติเมตร

ที่บอกว่า เกือบลอยตัว ก็เพราะผลงานนี้ ด้านหลังไม่ได้ทำให้เรียบร้อยค่ะ น่าจะต้องนำไปแปะไว้กับกำแพงถึงจะสวยหมดจด แต่พอแกะผลงานออกมาตั้งแสดงไว้แบบลอยตัวนี้ ก็ทำให้เห็นงานที่สมบูรณ์เฉพาะด้านหน้าและด้านข้าง เป็นเหตุการณ์ในช่วงที่นำพระศพลงมาจากกางเขนแล้ว และพระแม่มารีย์ ในภูษาสีน้ำเงินประจำพระองค์ พร้อมด้วยนักบุญจอห์นผู้เขียนพระวรสาร  และมารีย์ แมกดาลีน กำลังเศร้าเสียใจกับการจากไปของพระคริสต์ เป็นอีกผลงานหนึ่งที่สีสันสดสวยตามสไตล์ของร็อบเบียค่ะ

เหตุการณ์ช่วงนี้ จะว่าไป เป็นช่วงที่ถือว่าโด่งดัง และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานในเวลานี้กันมากมาย ทั้งภาพวาด แกะสลัก ฯลฯ ซึ่งบ่อยครั้งที่นิยมจะเรียกภาพเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ปีเอตา (Pieta) ซึ่งคำนี้เป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึง ความเวทนา ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เรียกผลงานศิลปะที่แสดงเรื่องราวตอนที่พระแม่มารีย์ประคองร่างพระคริสต์หลังสิ้นพระชนม์ไว้ในอ้อมแขน

หากพิจารณารูปผลงานนี้ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นว่า สีสันของผลงานเป็นแบบไม่สม่ำเสมอ คือ เฉพาะพระเยซู พระแม่มารีย์ และนักบุญจอห์นผู้เขียนพระวรสารเท่านั้นที่มีสีสดใส แววมัน ในขณะที่มารีย์ แมกดาลีน กลับสีซีดกว่าเยอะ นั่นเป็นเพราะในตอนที่ทำผลงานนั้น ได้มีการแยกส่วนออกเป็น 5 ชิ้นงาน และเมื่อนำแต่ละชิ้นเข้าเตาเผาครั้งแรก ก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ส่วนของมารีย์ แมกดาลีนเกิดบวมปริ อันเนื่องมาจากมีอากาศเข้าไปในดินที่ปั้น ซึ่งการปรินี้เอง ทำให้ไม่สามารถเคลือบสีและนำเข้าไปเผาครั้งที่สองให้สวยสดได้ จึงมีเพียงการระบายสีแทน และเมื่อเวลาผ่านไป มารีย์ แมกดาลีนก็ “ซีด” ลงเรื่อยจนสีจางอย่างที่เห็น แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกอยู่ดี

อันที่จริง ยังมีผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับพระแม่มารีย์ และพระเยซูอยู่อีกมาก แต่เนื่องจากใช้พื้นที่มาพอประมาณแล้ว ผู้เขียนเลยต้องขอย้ายไปเยี่ยมชมผลงานอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับศรัทธาอีกเช่นกัน โดยขอนำเสนอนักบุญปีเตอร์ (St.Peter) ค่ะ ผลงานรูปแกะสลักจากไม้โอ๊คของศิลปินนิรนามจากเนเธอแลนด์นี้ มีความสูง 119.5 เซ็นติเมตร กว้าง 55 เซ็นติเมตร ลึก 41 เซ็นติเมตร ก็ถือว่า ใหญ่พอประมาณนะคะ คาดว่า ทำขึ้นราวๆ ปี ค.ศ.1520 ปัจจุบัน จัดแสดงในห้องหมายเลข 50B ของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต



นักบุญปีเตอร์ ถือเป็นนักบุญสำคัญ เป็นอัครสาวกที่สนิทสนมมากกับพระเยซู ท่านเป็นประหนึ่งตัวแทนของเหล่าอัครสาวก เดิมท่านเป็นชาวประมงในกาลิลี และกำลังทอดแหอยู่ในตอนที่พระเยซูเสด็จมาถึง และตรัสว่า "จงตามเรามา เราจะตั้งให้เจ้าเป็นชาวประมงผู้ทอดแหจับมนุษย์" ว่าแล้ว ชาวประมงของเราก็เลิกทอดแห และตามเสด็จพระเยซูไป

ครั้งหนึ่ง พระเยซูตรัสกับนักบุญปีเตอร์ว่า "ประตูนรกจะไม่มีวันเอาชนะศาสนาจักรได้ เราขอมอบกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์แด่เจ้า" ในงานศิลปะต่างๆ รวมถึงที่นำมาให้ชมกันนี้ จึงมักมีกุญแจประตูสวรรค์อยู่ในมือของท่าน

ในช่วงท้ายของชีวิต ท่านก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขน แต่เป็นการตรึงกางเขนที่แปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ คือ ตรึงกางเขนแบบกลับหัว ซึ่งเป็นไปตามประสงค์ของท่าน เพราะคิดว่าเป็นการไม่บังควรที่จะตายในลักษณะเดียวกับพระเยซูเจ้า

จากนั้น ขอพาท่านผู้อ่านไปพบกับนักบุญอีกท่าน เป็นนักบุญหญิง คือ นักบุญมาร์กาเรต (St.Margaret) ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 3 เป็นสาวงามที่เลื่องลือ จนข้าหลวงของเมืองเกิดหลงรัก และขอแต่งงานกันนาง แต่มาร์กาเรตตอบปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมประกาศว่า ได้อุทิศชีวิตให้พระเยซูไปแล้ว ข้าหลวงที่หน้ามืดตามัวจึงลงทัณฑ์นาง มาร์กาเรตถูกจับไปขังคุก และที่นั่น พญามารได้มาปรากฎตัวในร่างของมังกรไฟ แต่มาร์กาเรตก็หาได้หวาดกลัวไม่ เธอคุกเข่าลง สวดมนต์ และทำเครื่องหมายกางเขน



มังกรร้ายเห็นดังนั้น ก็กลืนร่างของนางลงไป แต่ตอนนั้นเอง เครื่องหมายกางเขนที่เธอทำก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนร่างมังกรแยกออกเป็น 2 เสี่ยง มาร์กาเรตที่หลุดออกมาจากท้องมังกรได้ กลายเป็นคนสำคัญ ทำให้มีผู้คนศรัทธา มานับถือศาสนาคริสต์ตามเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้ข้าหลวงโกรธจัดมากขึ้น และสั่งประหารชีวิตนาง

มาร์กาเรตผู้เป็นมรณสักขี ได้รับการยกย่องเป็นนักบุญในเวลาต่อมา และในตอนก่อนถูกประหาร นางนึกถึงตอนที่รอดออกมาจากท้องมังกร จึงอธิษฐานขอให้หญิงที่กำลังจะคลอดบุตรไม่ต้องทนทรมานในการคลอด หากรำลึกถึงเธอ นักบุญมาร์กาเรตจึงได้ชื่อว่าเป็นนักบุญผู้พิทักษ์หญิงที่กำลังคลอดบุตร

ในงานศิลปะต่างๆ นักบุญมาร์กาเรตมักจะปรากฎในลักษณะของหญิงสาวผู้ปราบมังกร เช่นในผลงานชื่อ นักบุญมาร์กาเรตกับมังกร (St.Margaret and the Dragon) ที่นำมาให้ชมกันในวันนี้ เป็นผลงานที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส จากประมาณปี ค.ศ.1530-1540 ทำจากหินแกะสลัก สูง 113 เซ็นติเมตร กว้าง 46.8 เซ็นติเมตร ลึก 33 เซ็นติเมตร จัดแสดงอยู่ในห้องเลขที่ 50B พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต

อันที่จริง ผู้เขียนยังได้เดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกหลายห้อง เช่น ห้องที่เกี่ยวกับเอเชีย ห้องเฟอร์นิเจอร์อันโด่งดัง ฯลฯ แต่ด้วยหน้ากระดาษที่จำกัด ทำให้ยังไม่สามารถนำเสนอได้ จึงต้องขอจบตอนนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน และจะมาพาท่านผู้อ่านไปเยือนอนุสรณ์ของเจ้าชายอัลเบิร์ตกันต่ออีกครั้งในตอนหน้า แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ

หมายเหตุ - เรื่องนี้ ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ต่วย'ตูน ฉบับเดือนมีนาคม 2559 โดยผู้เขียนได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่บางกอกโพสต์ให้เขียนเพื่อเป็นการระลึกถึง "คุณวาทิน ปิ่นเฉลียว" หรือ "ลุงต่วย" อดีตบรรณาธิการ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ ใช่ช่วงที่คุณลุงท่านเสียชีวิต เลยเขียนเรื่องชุดนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณลุงผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ได้ออกไปเที่ยวรอบโลกค่ะ

สำหรับตอนที่ 1 ดูได้ที่
https://kungmee.blogspot.com/2017/11/1.html








วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“อัลเบิร์ต” อนุสรณ์ (1) พิพิธภัณฑ์แห่งตำนาน / รีวิวเที่ยวลอนดอน

วันนี้ ขออนุญาต นำบทความที่เคยเขียนลงนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ มาลงให้ได้อ่านกัน พยายามเน้นที่ตำนาน และภาพศิลปะสวยๆ ใครที่ชอบงานแกะสลัก และปกรณัมกรีก น่าจะสนุกได้นะคะ สำหรับเรื่องในชุดนี้ มี 3 ตอน เดี๋ยวจะทยอยนำมาลงให้ครบค่ะ (อ้อ ใครที่สงสัยว่า เราทำงานอยู่บางกอกโพสต์ แล้วทำไม มีผลงานเขียนในนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ ก็ต้องบอกกันก่อนว่า ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแล้วค่ะ เพราะเป็นหนังสือที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดกันกับบางกอกโพสต์ และเขียนขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึง "คุณวาทิน ปิ่นเฉลียว" หรือ "ลุงต่วย" อดีตบรรณาธิการ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร ต่วย'ตูน พิเศษ ใช่ช่วงที่คุณลุงท่านเสียชีวิต เลยเขียนเรื่องชุดนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณลุงผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ได้ออกไปเที่ยวรอบโลกด้วยค่ะ)


“อัลเบิร์ต” อนุสรณ์ (1)
ตอน..พิพิธภัณฑ์แห่งตำนาน


ในบรรดาเรื่องรักๆ ของราชวงศ์นั้น ราชวงศ์อังกฤษ ดูจะเป็นราชวงศ์ที่มีคนจับตามองมากที่สุดในโลก และหนึ่งในตำนานรักที่มั่นคง น่าประทับใจที่สุด น่าจะเป็นความรักของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) กับพระสวามี เจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert)

ทั้งสองพระองค์ครองรักอย่างหวานชื่นเป็นเวลา 21 ปี มีพระโอรสธิดาถึง 9 พระองค์ ซึ่งต่อมาก็ได้มีทายาทอีกมากมายทั่วยุโรปแบบที่เรียกได้ว่า มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มทวีปจริงๆ

สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ตในปี ค.ศ.1840 ในตอนนั้น เจ้าสาวมีพระชนมายุได้ 21 พรรษา และทรงรักใคร่อย่างลึกซึ้งตราบจนพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปก่อนในปี ค.ศ.1861 ทิ้งให้สมเด็จพระราชินีนาถเป็นม่ายนานถึง 40 ปี ก่อนที่พระนางจะตามไปเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าในปี ค.ศ.1901 ด้วยพระชนมายุ 82 พรรษา

ความรักที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียมีให้เจ้าชายอัลเบิร์ตนั้น เป็นที่เลื่องลือ หลังจากพระสวามีจากไป สมเด็จพระราชินีแทบไม่เคยมีความสุขอีก พระนางทรงภูษาสีดำตลอดพระชนม์ชีพ และได้ทรงสนับสนุนให้มีการสร้างอนุสรณ์ต่างๆ เพื่อระลึกถึงพระสวามีมาโดยตลอด จนสถานที่ซึ่งมีพระนาม V&A หรือวิคตอเรีย-อัลเบิร์ต เคียงคู่กันนั้น มีมากมายในอังกฤษ โดยเฉพาะในย่านที่เรียกว่า เขตของอัลเบิร์ต (Albertopolis) ซึ่งอยู่ในมหานครลอนดอน แถบถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) ซึ่ง “อัลเบิร์ตอนุสรณ์” เป็นเรื่องที่เราจะมาว่ากันในวันนี้ และต่อด้วยอีก 2-3 ตอนในฉบับต่อๆ ไป

เรามาเริ่มต้นกันที่สถานที่ที่ทำให้นึกถึงความรักของทั้งสองพระองค์ได้มากที่สุด คือ พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานศิลปะและการออกแบบชั้นนำของโลก แม้ว่าคนที่ไปเที่ยวมหานครลอนดอนนิยมไปเยือน พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) มากกว่า แต่หากได้มาชมพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ก็รับประกันว่าจะติดใจแน่นอน กับศิลปะงามๆ ระดับโลกมากมายที่ถูกสะสมและจัดแสดงที่นี่

จากสถานีรถไฟใต้ดินเซาท์เคนซิงตัน (South Kensington) เดินไปไม่ไกลก็จะถึงพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต สถานที่ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องระบือว่า มีผลงานทุกอย่าง ทุกประเภท จากทั่วทุกมุมโลก ภายในห้องจัดแสดง 145 ห้อง ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ เฟอร์นิเจอร์ ภาพวาด ผ้า อาวุธ ฯลฯ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ระยะทางของทางเดินที่สามารถชื่นชมสิ่งของล้ำค่าต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีความยาวรวมกันถึง 11 กิโลเมตร

ใช่ค่ะ 11 กิโลเมตรจริงๆ ไม่ได้พิมพ์ผิด หรือตกทศนิยม ไม่ใช่ 1.1 กิโลเมตร แต่เป็น 11 กิโลเมตร ที่ผู้เขียนเองก็สารภาพว่า แม้จะไปเดินมาแล้วหลายรอบ แต่ก็ยังเดินไม่ครบ จบไม่ทั่วสักที กับพื้นที่ 51,000 ตารางเมตร และข้าวของจัดแสดงถาวร 4.5 ล้านชิ้น จากข้อมูลเท่าที่ได้มา จำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในปี พ.ศ.2556 มีประมาณ 3.29 ล้านคน ซึ่งทุกคนสามารถเข้าชมได้ฟรี ไม่เสียสตางค์ค่ะ

ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ก็เป็นเหมือนอีกหลายๆ สถานที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งรักของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย คือมีการสลัก หรือทำสัญลักษณ์ V&A เอาไว้หลายแห่ง เพื่อเตือนใจผู้มาเยือนว่า สถานที่แห่งนี้ เกิดขึ้นมาจากความรัก



แต่หากย้อนไปจริงๆ พิพิธภัณฑ์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1852 ช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตยังทรงพระชนม์ชีพ ในช่วงแรกๆ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการผลิตด้วยเครื่องจักร (Museum of Manufactures) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่เรียนด้านการออกแบบ พร้อมทั้งยังเน้นการให้ความรู้ด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ แต่ต่อมาในปี ค.ศ.1899 ซึ่งเป็นช่วงที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียทรงชราภาพมากแล้วนั้น พระนางได้เปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น คือ พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต เพื่อระลึกถึงพระสวามีที่ไม่เคยลืมเลือน และได้มีการสะสมผลงานต่างๆ เข้ามาในพิพิธภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ

ผลงานต่างๆ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้น งานที่โดดเด่นเป็นที่ชื่นชมมากที่สุดด้านหนึ่ง คือ งานแกะสลักเรื่องราวในตำนานมากมายที่ตอนนี้ตั้งเรียงรายอยู่เต็มทางเดินหลักของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และหากจะให้เลือกออกมาบอกว่า ผลงานชิ้นไหนที่โดดเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต งานนี้ผู้เขียนขอฟันธงบอกว่า ตอบไม่ได้ เพราะงามไปเสียทั้งนั้น ก็เลยจะขออนุญาตเลือกเอาผลงานที่มาจากตำนานอันโด่งดังมานำเสนอกันก่อน ซึ่งต้องบอกว่า การเดินเที่ยวชมนี้ เปรียบประหนึ่งการเดินตามรอยตำนานปกรณัมกรีกกันเลยทีเดียวเชียวค่ะ

ศิลปะชิ้นแรกกลางโถงทางเดินของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ในห้องหมายเลข 22 ที่อยากแนะนำคือ รูปหินอ่อนแกะสลัก เธเซอัสและมิโนทอร์ (Theseus and the Minotour) ผลงานของอันโตนิโอ คาโนวา (Antonio Canova) ศิลปินชาวอิตาเลียน ที่บรรจงแกะสลักขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1782 รูปสลักนี้ คาโนวาเลือกเอาตอนนี้เธเซอัสสู้กับมิโนทอร์จนได้ชัย สามารถสังหารสัตว์ประหลาดในตำนานกรีกที่มีตัวเป็นคนหัวเป็นกระทิงนี้ได้สำเร็จ ว่าแล้ว เธเซอัสก็นั่งคร่อมร่างของมิโนทอร์โชว์เสียเลย




ถึงตอนนี้ คงต้องขอแว่บออกจากพิพิธภัณฑ์ เข้าไปในปกรณัมกันก่อน เผื่อแฟนานุแฟนจะลืมเรื่องของเธเซอัสไปเสียแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ เป็นโอรสของกษัตริย์เอจัส (Aegeus) ผู้ครองนครเอเธนส์ แต่ตั้งแต่ถือกำเนิดมา ก็ไม่เคยได้พบหน้าพระบิดา เพราะกษัตริย์เอจัสนั้น มาทำสาวทางใต้ตั้งครรภ์ ก่อนที่จะจากไป โดยทิ้งดาบไว้ให้ดูต่างหน้า

ครั้นเธเซอัสเติบโตขึ้น เป็นหนุ่มรูปงามที่แข็งแกร่ง ก็ได้ออกเดินทาง เพื่อจะไปพบพระบิดา และระหว่างทาง ก็ได้สร้างวีรกรรม ปราบผู้ร้ายไปทั่ว จนกลายเป็นวีรบุรุษที่ปวงประชาชื่นชม แต่ชื่อเสียงที่ดังกระฉ่อนนี้ ก็ทำเอากษัติรย์เอจัสเกิดริษยาเข้า ก็เลยเชิญเธเซอัสไปงานเลี้ยง กะว่าจะวางยาพิษ แต่พอได้เห็นดาบ ก็เลยรู้ว่าเป็นพระโอรส แทนที่จะเกิดโศกนาฎกรรม เลยกลายเป็นแฮปปี้เอนดิ้ง กษัตริย์ผู้ชราแต่งตั้งเธเซอัสเป็นรัชทายาท ทว่า สุขนาฏกรรมนี้ ก็จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุดอยู่ดี

ย้อนไปเมื่อนานมาแล้ว ไมนอส ผู้ครองครีต (King Minos of Crete) ได้เคยส่งโอรสมายังเอเธนส์ แต่ก็มาพลาดพลั้งสิ้นพระชนม์ลง เพราะกษัตริย์เอจัสดันส่งไปสู่กับสัตว์ที่ดุร้าย ทำเอากษัตริย์ไมนอสหนวดกระดิก ประกาศจะส่งกองทัพมาล้างบางเอเธนส์ให้ราบเป็นหน้ากลองซะเลย

แต่ก็มีอีกเรื่องที่ประจวบเหมาะกัน นั่นคือ ชายาของไมนอสได้เกิดมีสัมพันธ์กับกระทิง ได้โอรสออกมาเป็นอสุรกายครึ่งคนครึ่งกระทิง นามมิโนทอร์ ซึ่งไมนอสสั่งให้สร้างเขาวงกตกักขังไว้ ในทางวกวนที่ใครก็หาทางออกไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เอง ที่ไมนอสเอามาเป็นเครื่องต่อรองกับเอเธนส์ โดยยื่นข้อเสนอว่า จะไม่บุกเอเธนส์ หากเอเธนส์ยอมส่งเครื่องบรรณาการเป็นชาย 7 หญิง 7 ไปให้ทุก 9 ปี ซึ่งก็ไม่ได้ส่งไปทำอะไร นอกจากไปให้มิโนทอร์รับประทานให้สบายอุรานั่นแหละ

ตอนที่เธเซอัสมาเป็นรัชทายาท ก็ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาที่ต้องส่งบรรณาการไปยังครีต และตามหน้าที่พระเอก เธเซอัสบอกว่า ขอเป็นบรรณาการเสียเอง แต่จะไม่ไปแบบซังกะตายให้มิโนทอร์อิ่มสบายๆ หรอกนะ เพราะเธเซอัสตั้งใจจะไปสังหารมิโรทอร์ต่างหาก ว่าแล้วก็สั่งเสียพระบิดา ก่อนที่จะออกเดินทางว่า ถ้าหากฆ่ามิโนทอร์ได้สำเร็จ ตอนที่แล่นเรือกลับบ้าน จะเปลี่ยนใบเรือจากสีดำเป็นสีขาว เป็นสัญลักษณ์ว่ารอดชีวิตกลับมาได้

เมื่อเธเซอัสไปถึงเกาะครีต โชคชะตาก็เข้าข้าง เพราะเพียงแค่เดินผ่าน เอริแอดเน (Ariadne) ธิดาของไมนอสได้แป๊บเดียว พระธิดาสาวก็เกิดรักปักใจ หลงหนุ่มรูปงามคนนี้เสียจนไม่อาจตัดใจให้ตายตกไปในเขาวงกตได้ เอริแอดเนเลยไปหาวิธีออกจากเขาวงกตมาบอกเธเซอัสว่า จะยากอะไร ก็แค่ตอนเข้าไป ให้พกกลุ่มด้ายไปด้วย แล้วผูกปลายด้ายไว้ด้านในประตู จะไปไหนก็สาวด้ายไปเรื่อยๆ

ว่าแล้ว เธเซอัสผู้มั่นอกมั่นใจก็เดินเข้าเขาวงกตที่ไม่เคยมีใครรอดออกมาได้อย่างอาจหาญ จนไปเจอมิโนทอร์นอนหลับอยู่ เธเซอัสไม่พูดพล่ามทำเพลง โถมเข้าไปกดมิโนทอร์ไว้กับพื้นและทุบจนตาย งานนี้ มิโนทอร์ไม่ทันได้ตอบโต้สักเอะ ได้แต่กรอกตา ขยับหัวเบาๆ และลาโลกอันเต็มไปด้วยกรรมไปง่ายๆ ซึ่งตอนนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดศิลปะชิ้นงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต

จะเล่าเพียงเท่านี้ก็กระไร ต้องเล่าต่อไปอีกว่า หลังจากสังหารมิโนทอร์แล้ว เธเซอัสก็กลับบ้าน แต่อาจจะเพราะดีใจจนลืมทำโน่นทำนี่ ก็เลยลืมเปลี่ยนใบเรือจากสีดำเป็นสีขาว ทำให้กษัตริย์เอจัสที่เฝ้ามองท้องทะเลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทอดพระเนตรเห็นแต่ไกลว่า เรือที่กลับมาเป็นเรือใบสีดำ ซึ่งหมายถึงพระโอรสกระทำการไม่สำเร็จ กลายเป็นอาหารของมิโนทอร์ไปเสียแล้ว ทำให้กษัตริย์เอจัสเสียพระทัยมาก จนกระโดดลงสู่ทะเล สิ้นพระชนม์ กลายเป็นโศกนาฏกรรมอย่างที่ว่า และทะเลตรงที่พระองค์กระโดดลงไป ก็ได้ชื่อตามพระนามมาจนปัจจุบันว่า ทะเลอีเจียน (Aegean Sea) มานับแต่นั้น ในขณะที่เธเซอัสก็ได้เถลิงราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากพระบิดา
ผลงานแกะสลักเธเซอัสและมิโนทอร์ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต จึงเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญ และโดดเด่นที่สุดของเธเซอัส หินอ่อนที่ถูกสลักเสลาเป็นชายหนุ่มเปลือย มีมัดกล้ามพองาม เค้าหน้าหล่อเหลาแบบหนุ่มกรีก นั่งกำชัยอยู่บนตัวอสุรกายครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่ดูเหมือนไร้ทางสู้ ตั้งอยู่บนฐานหินที่สลักชื่อศิลปินคาโนวา เป็นผลงานที่ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ และได้รับรู้ถึงพลังของศิลปิน และพลังของเธเซอัสไปพร้อมๆ กัน

จากนั้น เรามาต่อกันที่รูปสลักเธทิสจุ่มอะคิลลิสในแม่น้ำสติกซ์ (Thetis Dipping Achilles in the River Styx) ผลงานของโธมัส แบงก์ส (Thomas Banks) ศิลปินชาวอังกฤษ ที่สลักขึ้นในปี 1790 ผลงานชิ้นนี้ เป็นงานที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษ เมื่อมองลึกเข้าไปถึงตำนานของอะคิลลิส เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งในจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่เป็นเหมือนชะตาลิขิต



อะคิลลิสเป็นโอรสของท้าวเพลีอัส (Peleus) และเธทิส ตอนที่เขาเกิดใหม่ๆ เธทิสผู้มารดาต้องการให้บุตรชายผู้นี้ยืนยงคงกระพันยิงฟันไม่เข้า ก็เลยคว้าข้อเท้าอะคิลลิส เอาหัวจิ้มจุ่มทั้งตัวเขาลงแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งจะมีผลให้แข็งแกร่ง ไม่มีอาวุธใดทำร้ายได้ แต่ความที่ไม่ทันได้ระมัดระวังให้ดี ส่วนที่เป็นส้นเท้าที่เธทิสจับเอาไว้ กลายเป็นส่วนที่ไม่โดนน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยกลายเป็นจุดอ่อนของอะคิลลิส ซึ่งในเวลาต่อมา ตอนที่อะคิลลิสไปรบในสงครามกรุงทรอย และเป็นนักรบที่เก่งที่สุด แต่ก็ต้องมาชีวาวาย เพียงเพราะโดยลูกธนูของเจ้าชายปารีส (Paris) ปักเข้าตรงเท้า และคำว่า ส้นเท้าของอะคิลลิส (Achilles' heel) ในภาษาอังกฤษ เลยหมายถึง “จุดอ่อน” อันมีที่มาจากเรื่องนี้นี่เอง

ไหนๆ ฝอยเรื่องจุดอ่อนของอะคิลลิสแล้ว ขอแถมอีกนิดว่า สงครามกรุงทรอย ซึ่งเป็นที่จบชีวิตของอะคิลลิสนั้น ส่วนใหญ่มักจะบอกว่า เป็นสงครามที่เกิดจากเจ้าชายปารีส แต่หากมองย้อนลึกเข้าไปอีก เพลีอัส และเธทิส ผู้ให้กำเนิดอะคิลลิสเอง ก็มีส่วนทำให้สงครามเกิดขึ้น แม้จะเป็นการมีส่วนแบบห่างไกลก็ตาม

เรื่องของเรื่องคือ ตอนที่บิดามารดาของอะคิลลิสอภิเษกสมรสกันนั้น ได้เชิญแขกจำนวนมาก รวมถึงทวยเทพทั้งหมด แต่จะว่าทั้งหมด ก็ไม่เชิง เพราะมีเทพีนางหนึ่งเพียงนางเดียว ที่ไม่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานของเพลีอัสกับเธทิส ซึ่งจะโทษบ่าวสาวก็คงไม่ได้ เพราะเทพกัญญาที่ไม่ได้รับเชิญ คือ เอริส (Eris) เทพีแห่งความบาดหมางที่ปกติแล้ว ก็ไม่เคยได้รับเชิญไปงานไหนเลย ก็แหม ชื่อเสียงเรื่องสร้างความบาดหมางของนางระบือไกล แล้วใครจะอยากเชิญมางานแต่งงานกันล่ะ แต่งานนี้ เอริสเกิดมีน้ำโหค่ะ แหม ปวงเทพทั้งโอลิมปัสมางานนี้กันหมด แล้วทำไมนางไม่ได้มาอยู่องค์เดียว ว่าแล้ว เอริสก็ทำเรื่องถนัด พระนางสร้างแอปเปิ้ลทองคำขึ้นมาลูกหนึ่ง สลักไว้ว่า สำหรับผู้งดงามที่สุด แล้วโยนเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง ทีนี้นี่เอง เทพีก็เทพีเหอะ ความอยากได้ใคร่มี ทำให้หมกมุ่นกันไปหมด ว่าเทพกัญญานางไหนนะ ควรคู่จะได้เป็นเจ้าของแอปเปิ้ลสำหรับผู้งดงามที่สุดนี้ งานแต่งงานเลยกลายเป็นงานแก่งแย่ง แต่เทพีองค์อื่นๆ ก็ถอนตัว หลังจากตระหนักว่าไม่ได้งดงามที่สุด ยกเว้นเพียง 3 เทพีแถวหน้า ที่ไม่มีใครยอมใคร คือ อะโฟรไดท์ (Aphrodite) เฮรา (Hera) และอธีนา (Athena) ที่แย่งแอปเปิ้ลกันอย่างถึงพริกถึงขิง ถึงกับไปขอให้มหาเทพซุส (Zeus) ตัดสิน

แต่งานนี้ มหาเทพก็มหาเทพเถอะ รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางเหมือนกัน พระองค์ไม่ทรงตัดสิน แต่โบ้ยให้ไปถามเจ้าชายปลายแถวอย่างปารีส ให้เป็นผู้ตัดสินแทน เทพีทั้ง 3 องค์จึงตรงไปหาปารีส พร้อมกับเสนอ “สินบน” กันครึกโครม

 เฮรายื่นข้อเสนอว่า หากเลือกนาง ปารีสจะได้เป็นเจ้าแห่งยุโรปและเอเชีย ด้านอธีนาให้คำมั่นว่า จะช่วยให้ปารีสนำทรอยไปชนะกรีกให้ได้ ในขณะที่อะโฟรไดท์ให้สัญญาว่า จะมอบหญิงที่งามที่สุดในโลกแก่เขา และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ปารีสไม่เลือกเอากำลังหรืออำนาจ แต่เลือกหญิงงาม และยกแอปเปิ้ลทองคำให้อะโฟรไดท์ และในเวลานั้น หญิงงามสุดในโลกคือเฮเลนแห่งสปาร์ตา (Helen of Sparta) ซึ่งอภิเษกแล้วกับเมเนเลอัส (Menelaus) กษัตริย์แห่งสปาร์ตา แต่ด้วยพรของอะโฟรไดท์ ปารีสก็ได้ไปลักพาเฮเลนมาสู่ทรอย จนเมเนเลอัสต้องไปชักชวนนักรบทั่วทั้งกรีกมาช่วย เกิดเป็นสงครามกรุงทรอยอันเลื่องลือ

สงครามนี้เกิดจากงานแต่งงานของเพลีอัสกับเธทิส และก่อนสงครามจะจบลง ชีวิตของอะคิลลิส โอรสสุดที่รักของคู่แต่งงานก็จบสิ้นลงด้วย

ผลงานแกะสลัก เธทิสจุ่มอะคิลลิสในแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งถูกจัดวางไว้ในที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตนี้ ไม่ได้อยู่ตรงโถงกลางเหมือนรูปหินอ่อนแกะสลัก เธเซอัสและมิโนทอร์ ที่กล่าวถึงในลำดับแรก แต่ก็อยู่ในห้องเดียวกัน คือห้องหมายเลข ๒๒ ตรงบริเวณด้านข้างทางเดิน ติดริมหน้าต่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผลงานที่ไม่สำคัญ ทว่า คงต้องเข้าใจว่า ด้วยจำนวนผลงานศิลปะที่มีมากมาย ทำให้การจัดวางต้องกระจายไปทั่วห้อง ดังนั้น หากแฟนานุแฟนได้มาเยี่ยมชม คงต้องสอดส่ายสายตากันให้มาก และไม่สามารถดูงานศิลปะให้ครบได้ด้วยการเดินตรงๆ เท่านั้น แต่ต้องเดินซิกแซกไปๆ มาๆ ถึงจะได้ชมกันทั่วๆ

ผลงานหินอ่อนชิ้นนี้ เราจะได้เห็นเธทิสแบบกึ่งเปลือย ซึ่งเป็นธรรมดาของผลงานแกะสลักตำนานกรีก นางนุ่งผ้าแบบจะหลุดมิหลุดแหล่ แต่ก็เพียงพอที่จะปกปิดส่วนสำคัญ แม้จะเปลือยหลัง และมองเห็นความอวบอั๋นเล็กๆ ตามสมัยนิยมครั้งกระโน้น ซึ่งเป็นความงามแบบคลาสสิค ในรูปแกะสลักนี้ นางบรรจงจับเท้าอะคิลลิสที่ศีรษะคว่ำลงไปด้านล่าง ดูแล้วน่าหวาดเสียวอยู่ หากแม่คนไหนจะทำกับลูกแบบนี้คงต้องคิดหนัก เพราะหากเผลอหลุดมือไป เห็นทีจะไม่รอด

สำหรับอะคิลลิสยามแรกเกิดในรูปสลักนี้ เป็นทารกที่ดูอ่อนช้อย มีพุงเล็กๆ พอน่ารักน่าชัง ดูไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มารดาจะจับจุ่มน้ำยังไงก็ไม่รู้เรื่องอะไรกับใครเขา และด้วยผลงานแกะสลักชั้นเยี่ยมฝีมือโธมัส แบงก์สที่ไม่ได้มีข้อผิดพลาดในงานศิลปะนี้ เรากลับได้เห็นความผิดพลาดของเธทิส ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของอะคิลลิสในที่สุด
ถึงตอนนี้ เพิ่งจะแนะนำผลงานจากปกรณัมไปเพียง 2 ชิ้น แต่ใช้พื้นที่หน้ากระดาษอันแพงแสนแพงไปแล้วยาวเหยียด ในลำดับถัดๆ ไป คงจะต้องฝอยสั้นลงบ้าง และไหนๆ พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตก็เป็นสถานที่อนุสรณ์แห่งรัก ก็เลยจะไปต่อกันด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับความรักกันสักหน่อย คือเรื่องของเวอร์ทัมนัสและโพโมนา (Vertumnus and Pomona) กับรูปสลักหินอ่อนชื่อเดียวกันนี้ ผลงานของ ลอเรนท์ เดลแวกซ์ (Laurent Delvaux) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1725



เวอร์ทัมนัสและโพโมนา ต่างกับเรื่องราวอื่นๆ ที่ได้เล่ามาก่อนหน้านี้ ตรงที่ว่า ทั้งสองมิใช่กรีก แต่เป็นเทพโรมัน โพโมนาเป็นนางไม้ซึ่งแตกต่างจากนางไม้ตนอื่นๆ ในขณะที่เพื่อนฝูงรักป่าเขาลำเนาไพร แต่นางกลับทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่สวนผลไม้ เป็นสาวชาวสวนที่เอาแต่ทำสวน จนไม่สนใจนเรื่องอื่น รวมถึงปิดกั้นตัวเองจากความรักด้วย เรียกว่า รักเดียวของโพโมนา คือต้นไม้ผลไม้เท่านั้น ชายใดก็ไม่อาจทำให้นางหวั่นไหว หันเหความสนใจออกไปจากผลไม้ได้ ทำให้ชายที่หลงรักนางเป็นอันต้องห่างหายไปหมด

เหลือเพียงเวอร์ทัมนัสเพียงผู้เดียว ที่บอกว่า นางเป็นรักแรก และจะเป็นรักสุดท้าย เขาจะไม่ยอมหนีหายไปไหน (โอ๊ยตายๆ ถ้าได้เจอใครพูดอย่างนี้ให้ได้ยินเข้าคงเคลิ้มนะคะ) แต่เวอร์ทัมนัสก็เหมือนชายอื่นๆ คือไม่ว่าจะทำยังไง โพโมนาก็ไม่เหลือบตาแล พี่แกเลยต้องใช้สารพัดวิธีเพื่อให้ได้เข้าใกล้นางอันเป็นที่รัก เช่น ปลอมตัวเป็นคนเก็บบาร์เลย์ เป็นชายปศุสัตว์ เป็นคนตัดเล็มเถาองุ่น ฯลฯ สารพัดจะทำ เพียงเพื่อให้ได้เห็นหน้าโพโมนาสักนิดหน่อยก็ดีใจ

แต่ความรักไม่เดินหน้าไปถึงไหน ว่าแล้ว เวอร์ทัมนัสเลยงัดแผนเด็ด ปลอมเป็นหญิงชรา กะว่าโพโมนาเห็นว่าไม่ใช่ผู้ชาย จะได้ตายใจ ซึ่งก็ได้ผลค่ะ เพราะพอมาในรูปลักษณ์หญิงเฒ่า ก็เข้าใกล้โพโมนาได้มากกว่าเดิม แต่พอได้เข้าถึงตัว เวอร์ทัมนัสดันทำแผนแตก เพราะอดใจไม่ไหว กระโดดกอดแม่สาวซะดื้อๆ จนโพโมนาเอะใจ

พอรู้ตัวว่าผิดแผน เวอร์ทัมนัสก็คงคิดว่า ต้องงัดไม้สุดท้ายมาเล่นกันแล้ว เลยนั่งลงข้างต้นเอล์ม ซึ่งมีเถาองุ่นพาดพันอยู่ แล้วพรรณาว่า มันจะสวยก็ต่อเมื่อได้อยู่ด้วยกัน หากองุ่นแยกจากเอล์มไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะเถาองุ่นที่เลื้อยราบกับพื้นจะไม่สามารถออกผล ในขณะที่โพโมนาก็เป็นเหมือนเถาองุ่น ที่เอาแต่หนีรักจากทุกคน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีชายที่เฝ้ารักไม่คลายอยู่ตรงนี้ หากไม่มอบหัวใจให้คนที่รักจริงแล้วจะเสียใจนะเธอจ๋า

ว่าแล้วเวอร์ทัมนัสก็ถอดหน้ากากที่แปลงร่าง เปลี่ยนจากหญิงชรา เผยตัวว่าเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา เอ๊ย ไม่ใช่หนังไทยสักหน่อย นี่ตำนานโรมันตะหาก ว่าแล้ว เวอร์ทัมนัสก็เผยตัวเอง เป็นหนุ่มรูปงาม แต่ที่สำคัญกว่า คือการแสดงความรักแท้ด้วยคารมคมคาย ทำเอาโพโมนาเคลิ้มเข้าจริงๆ และรับรักเวอร์ทัมนัส นับแต่นั้นมา สวนผลไม้ของโพโมนาก็กลายเป็นสวนแห่งรัก ที่ทั้งสองช่วยกันเป็นชาวสวนดูแลผลไม้ให้งอกงาม

รูปสลักเวอร์ทัมนัสและโพโมนา ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตนี้ ศิลปินได้จับเอาตอนสำคัญที่สุดในเนื้อเรื่องมาสลักเสลาขึ้น คือเป็นตอนที่เวอร์ทัมมัสเผยโฉม ปลดหน้ากากหญิงชราให้โพโมนาเห็นความจริงว่าเขาคือชายที่เต็มไปด้วยแรงรัก โพโมนาผู้นั่งเปลือยอกอยู่ ทำท่าตกใจนิดๆ แต่ก็ถูกเวอร์ทัมนัสรั้งแขนไว้ และกล่าวคำหวานจนนางมอบรักตอบให้อย่างเต็มใจในที่สุด

และหากพูดถึงความรัก หลายท่านอาจจะถามหากามเทพ หรือคิวปิด แต่จะกล่าวถึงเฉพาะคิวปิดก็กระไรอยู่ เพราะเทพอีกองค์หนึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน คือ เฮเมน เทพแห่งการสมรส ว่าแล้ว เราเลยจะไปต่อกันที่รูปแกะสลัก คิวปิดจุดคบเพลิงของเฮเมน (Cupid Kindling the Torch of Hymen) ผลงานของ จอร์จ เรนเน่ (George Rennie) ที่ทำขึ้นมาในปี ค.ศ.1831



สำหรับคิวปิด คงแทบไม่ต้องกล่าวถึง เชื่อว่าแฟนานุแฟนทุกท่านคงรู้จักดี ส่วนเฮเมน อาจจะชื่อเสียงด้อยกว่าไปสักนิด เลยขอแนะนำกันสักเล็กน้อย

เดิมที เฮเมนเป็นหนุ่มรูปงามชาวเอเธนส์ แต่เขาเกิดจากตระกูลที่ต่ำต้อย ดังนั้น เมื่อโชคชะตาบันดาลให้ไปหลงรักลูกสาวคหบดีที่รวยที่สุดในเมือง เฮเมนก็เลยเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าพูด หรือแม้แต่จะเข้าใกล้เธอ เฮเมนได้แต่แอบตามสาวที่หมายตาไปทุกที่ รวมถึงปลอมตัวเป็นหญิงเพื่อเข้าร่วมขบวนของนางในพิธีทางศาสนา แต่โชคร้าย สาวๆ ในขบวนนี้ถูกผู้ร้ายดักจับตัวไป เฮเมนเลยพลอยฟ้าพลอยฝนโดนจับไปด้วย แต่ก็เพราะมีเฮเมนอยู่นี่แหละ กลุ่มที่ถูกจับเลยสามารถวางแผนตีตลบหลังโจร และเฮเมนก็กลายเป็นวีรบุรุษ ฆ่าโจรร้ายได้ในที่สุด

เรื่องก็เลยแฮปปี้เอนดิ้งซิคะ เฮเมนได้แต่งงานกับสาวที่หมายปอง และที่สำคัญกว่าการแต่งงานคือ ชีวิตสมรสของพวกเขามีความสุขล้น จนในที่สุด เฮเมนได้รับเกียรติอันสูงสุด ไม่ว่าใครจะจัดพิธีแต่งงานที่ไหน ก็จะเอ่ยชื่อเฮเมนในเชิงเป็นสัญลักษณ์ และในเวลาต่อมา เฮเมนก็กลายเป็นเทพแห่งพิธีการสมรส ที่มักจะแสดงตนเคียงคู่มากับคิวปิด และเชื่อกันว่า เฮเมนจะไปร่วมงานสมรสทุกแห่ง แต่ถ้ามีงานไหนที่เฮเมนไม่ได้ไป พิธีแต่งงานนั้นก็มักจะจบไม่สวย ดังนั้น แม้แต่เมื่อเทพกรีกจะอภิเสกสมรส ก็ยังต้องเชิญเฮเมนไปเป็นประธานในพิธีด้วย

ในงานศิลปะต่างๆ เฮเมนมักจะถูกนำเสนอในภาพของชายหนุ่มมีปีก สวมพวงมาลัยดอกไม้ และถือคบเพลิงเป็นสัญลักษณ์ สำหรับรูปสลักคิวปิดจุดคบเพลิงของเฮเมนในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตนี้ เป็นการแกะสลักให้เห็นเทพในลักษณะหนุ่มน้อย ๒ องค์ ยืนโอบกอดกันอยู่ในร่างเปลือยทั้งคู่ เฮเมนมีมาลัยดอกไม้บนเศียร ถือคบเพลิงอันเป็นสัญลักษณ์ หากคู่แต่งงานไหนได้ทั้งเฮเมน และคิวปิดไปร่วมงานแบบนี้ คงมีความสุขล้นเหลือเลยทีเดียวเชียวค่ะ

แต่...รักมีสมหวังด้านเดียวกระนั้นหรือ โลกเราคงไม่ได้กล่าวเช่นนั้น เพราะเราต่างรู้ดีว่า รัก มีทั้งด้านสุข และด้านทุกข์ วันนี้เลยขอหันไปหาอีกด้านหนึ่งของรักกันบ้าง แถมยังเป็นรักแปลกๆ คือ รักที่อกหัก อ่ะๆ ท่านผู้อ่านอาจจะท้วงว่า กะอีแค่อกหัก จะแปลกสักเท่าไหร่ ใครๆ ก็เคยอกหักกันทั้งน้านนนน...

แต่เรื่องนี้ แปลกจริงๆ ค่ะ เพราะตัวเอกของเรานั้น อกหัก จากการ “รักตัวเอง” นั่นแน่ แปลกหรือยังคะ และเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่โด่งดังในนาม นาร์ซิสซัส (Narcissus)
นาร์ซิสซัส เป็นหนุ่มหล่อระดับที่เรียกว่า หล่อล้นเหลือ ไม่ว่าสาวไหนเห็นเป็นต้องหลงรัก แต่พ่อหนุ่มก็ไม่เคยสนใจใคร มีงานอดิเรกคือการหักอกสาวๆ เป็นว่าเล่น นาร์ซิสสัสนั้น ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มหล่อใจร้าย ผู้ดูแคลนความรัก และในที่สุดก็เจอดีเข้า เมื่อสาวที่อกหักเพราะเขาคนหนึ่งได้ไปอธิษฐานกับเทพว่า ขอให้คนที่ไม่รักใครอย่างนาร์ซิสซัสต้องตกหลุมรักตนเอง



งานนี้ เทพีเนเมสิส (Nemesis) ผู้ทรงธรรม เทพกัญญาแห่งการล้างแค้นต่อความผิดทั้งปวงได้รับคำอธิษฐานนี้ไว้ ดังนั้น เมื่อนาร์ซิสซัสได้ชะโงกตัวเหนือบ่อน้ำเพื่อดื่มน้ำ เขาได้มองเห็นเงาของตัวเอง และทันใดนั้น สิ่งที่ไม่เคยเกิดก็บังเกิดขึ้นในใจชายหนุ่ม นั่นคือ ความรัก

นาร์ซิสสัสหลงรักรูปเงาของตัวเองในทันใด ตอนนี้ เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่า อกหักช้ำรักเป็นอย่างไรบ้าง นาร์ซิสสัสได้เข้าใจถึงรักที่มิอาจไขว่คว้า รูปงามในน้ำนั้นแม้จะอยู่ใกล้ แต่ห่างไกลจนเกินเอื้อม และที่สำคัญ นาร์ซิสสัสไม่อาจตัดใจจากความหลงรูปเงาของตัวเองได้ จึงอกหักตรอมตรมตายอยู่เหนือบ่อน้ำโดยไม่ยอมละสายตาจากรักเพียงรักเดียวของตน และตรงที่นาร์ซิสสัสสิ้นลม ก็เกิดกลายเป็นดอกไม้งามขึ้นมาแทน มันได้ชื่อว่า ดอกนาร์ซิสซัส ดอกไม้ที่สวยงามเหมือนเช่นตัวเขา
ผลงานแกะสลักนาร์ซิสซัสในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ได้รับการจัดแสดงในห้องเลขที่ 50 เอ ซึ่งเป็นโถงใหญ่ ต่างจากผลงานอื่นๆ ที่แนะนำมาก่อนหน้านี้ ที่อยู่ในโถงทางเดิน ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ทางพิพิธภัณฑ์ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการจัดการแสดง แต่คาดเดาว่า เหตุผลที่รูปสลักนาร์ซิสซัสได้อยู่ที่ห้องโถงใหญ่ น่าจะเป็นเพราะอายุอานามใกล้เคียงกับผลงานอื่นๆ ในห้องเดียวกัน ซึ่งเก่าแก่กว่าผลงานในห้องหมายเลข 22 ที่ได้เล่ามา โดยผลงานนาร์ซิสซัสนี้ มาจาก ค.ศ.1560 และคาดว่าเป็นผลงานของศิลปินชาวอิตาเลียน นาม วาเลริโอ ซิโอลิ (Valerio Cioli)
และอาจจะเป็นเพราะความเก่า ทำให้รูปแกะสลักนี้มีร่องรอยผ่านกาลเวลามาพอสมควร ไม่ค่อยสวยสะอาดเหมือนรูปอื่นๆ แถมบางส่วนก็ยังหักออกไปด้วย ศิลปินได้แกะสลักให้นาร์ซิสสัสในร่างเปลือยจ้องมองลงไปด้านล่าง ซึ่งก็คือการมองรูปเงาตัวเองในน้ำ



สำหรับห้องโถงใหญ่ของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตนี้ ต้องบอกว่า แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่เคยเจอเอามากๆ เพราะมีเบาะที่นอนให้ผู้มาชมได้นอนดูผลงานศิลปะกันสบายๆ ด้วยค่ะ ผู้คนก็มาเอกเขนกกันในห้องนี้พอสมควร เรียกว่า เดินกันมาเมื่อยแล้ว ก็สามารถมาแวะพักตรงนี้ พร้อมชื่นชมงานล้ำค่าระดับโลกได้
ถึงตรงนี้ ผู้เขียนต้องขออภัย ที่ใช้พื้นที่ไปมาก ในการพาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต ในตอนแห่งปกรณัม แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า อนุสรณ์แห่งรักของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และเจ้าชายอัลเบิร์ต ได้รังสรรค์ให้เกิดสิ่งงดงามอีกมาก ดังนั้น ในตอนหน้า จะขอพาทัวร์พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตอีกสักหน ด้วยการพาไปชมผลงานที่เกี่ยวกับศาสนา และความเชื่อ หลังจากนั้น เราจะไป “อัลเบิร์ตอนุสรณ์” ในที่อื่นๆ ของมหานครลอนดอนกันต่อค่ะ รับประกันว่า งดงามทุกแห่งหนแน่นอน
ก็เพราะรักนั้น แม้จะมีทั้งสุข และทุกข์ แต่รัก ย่อมสวยงามนิรันดร์เสมอไป

ผ่าตัดสมอง

ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)

เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...