วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

ทำไมต้อง "โยเดีย" เมื่อ กรุงอยุธยา หมายถึง เมืองที่ไม่มีวันแพ้

#โยเดีย
เพิ่งได้ชมสารคดีที่น่าสนใจ บอกที่มาของชื่อ กรุงอยุธยา (หรืออโยธยา) ว่า มีรากศัพท์มาจากคำว่า อยุทธ หมายถึง (ใครๆ ก็) สู้ไม่ได้ ในแง่ของชื่อเมือง กรุงศรีอยุธยา จึงแปลว่า เมืองที่ไม่มีใครสู้ได้ ไม่อาจเอาชนะได้ หรือเมืองที่ไม่มีวันแพ้
ดังนั้น การเรียกชื่อ อยุธยา สั้นๆ ว่า ยุธยา จึงเป็นการทำให้ความหมายผิดไปอย่างมหันต์ เพราะเมื่อตัด อ ออกไป ก็กลายเป็นคำตรงกันข้าม คือ เมืองที่ถูกเอาชนะ หรือเมืองที่แพ้ เมืองของคนแพ้   

และเมื่อย้อนไปในอดีต เมื่อพม่ามาทำสงครามกับอยุธยา ก็ใช้วิธีการตัด อ ออกจาก อโยธยา เพื่อเป็นเคล็ด ให้มีความหมายว่า ยุทธ หรือ สู้ได้ เอาชนะได้ การที่พม่าเรียก กรุงศรีอยุธยา ว่า "โยธยา" แล้วเสียงก็กร่อนมาเป็น โยธิยา-โยดิยา สู่ "โยเดีย" ในที่สุดนั้น จริงๆ แล้ว เป็นการกล่าวขานในทางที่ไม่ดี ก็ให้แปลกใจที่มีผู้บอกว่า ศึกษาประวัติศาสตร์ และเทิดทูนกรุงศรีอยุธยา แต่มีเพลงประกอบเป็น "โยเดีย"

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ตามอ่านหนังสือเพิ่มเติม ก็ได้ความว่า เมื่อครั้นพม่ากวาดต้อนคนจากกรุงศรีอยุธยาไปในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น หลายคนที่ไปตั้งหลักปักฐานใหม่ในพม่า เป็นผู้มีวิชาความรู้ เก่งในหลายๆ ด้าน ทั้งการทำอาหารชาววัง การสร้างสถาปัตยกรรม และงานฝีมือต่างๆ ทำให้มีการกล่าวกันในหมู่พม่าว่า ช่างโยเดีย หรืออะไรก็ตาม จากโยเดีย ถือเป็นของดี ทำให้การพูดถึงโยเดีย กลายเป็นความหมายถึงสุดยอดช่างฝีมือในสารพัดด้าน ใครได้ชม ชิม หรือมีประสบการณ์ใดๆ จากโยเดีย ก็จะถึอว่าได้พบสิ่งที่มีค่าสุดยอดจากกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อนมาจากอยุธยา

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปถึงรากศัพท์ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยอยู่ดี ที่ผู้รู้ประวัติศาสตร์บางท่าน ชื่นชมกับคำว่า "โยเดีย" ที่หมายถึง เมืองของคนแพ้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเรียกขานที่ "ข่ม" เมืองหลวงเก่าของตัวเอง รวมถึงคำกร่อนว่า ยุทธยา ที่นิยมกันด้วย แม้ในความจริง อยุธยาจะพ่ายแพ้ ล่มสลาย แต่เราก็ยังอยากเรียกขานอย่างให้เกียรติ ว่า "กรุงศรีอยุธยา" อยู่นั่นเอง

รีวิว ร้าน Playboy อาหารอร่อย บริการดี

วันนี้พาครอบครัว 9 คนไปฉลองสิ้นปีที่ร้าน Playboy สาขาเซ็นทรัล อีสต์วิลล์มาค่ะ เลยสั่งอาหารกันหลายอย่างมาก อร่อยทั้งนั้น ลองมาดูกันนะคะ


เริ่มแรก เข้าร้านมา จะได้เครื่องดื่มต้อนรับ (ไร้แอลกอฮอล์) กันก่อนคนละแก้วเล็กๆ นะคะ สดชื่นดีทีเดียว จากนั้นก็เริ่มสั่งอาหาร




เมนูนี้ สั่งมาทานร่วมกันตรงกลางค่ะ เป็นเห็ดนางฟ้าทอด มีซอสเคียงมา 3 ชนิด อร่อยเชียว (Crispy Fried Mushrooms) ราคา 120 บาท


ตามด้วยผักโขมอบชีส (San Francisco Baked Spinach) ราคา 180 บาท เมนูนี้ คงต้องบอกว่า เป็นผักโขมอบชีสที่อร่อยที่สุดในบรรดาผักโขมอบชีสที่เคยสั่งมาหลายๆ ร้าน เพราะไม่มันเยิ้ม แต่อบมาค่อนข้างแห้ง ไม่เลี่ยน ได้รสผัก รสชีส แบบนุ่มนวล ถ้ามาร้านนี้อีก ก็จะสั่งเมนูนี้อีกแน่นอน



จานนี้ก็ยังเป็นของทานรวมกันตรงกลาง คือ ลาซานญา (Homemade Mama Lasagna) ราคา 250 บาท รสกลางๆ ค่ะ


จานนี้อ่านชื่อยากจัง Quessadilla Spicy Chicken ราคา 190 บาท ตอนสั่งก็นึกว่าน่าจะคล้ายๆ อาหารเม็กซิกัน ที่น่าจะเป็นแป้งทอดกรอบๆ ทานกับซัลซ่า แต่พอมาจริง ออกแนวคล้ายแป้งโรตีมากกว่า แต่มีไส้ด้านในแป้ง เป็นไก่สับ และน่าจะมีชีสด้วย อร่อยสุดๆ โดยแทบไม่ต้องทานคู่กับซอสเลย



ตอนนี้เป็นอาหารจานหลักแล้วค่ะ จานนี้ของคุณน้า สั่งสลัดแซลมอนซอสส้ม  (Grilled Salmon Fera Orangina Salad) ราคา 280 บาท ออกแนวสดชื่น ได้สุขภาพ



จานนี้สลัดเนื้อย่าง (Grilled Beef Salad) ราคา 220 บาท


ต่อด้วย Caesar Salad ราคา 200 บาท สำหรับคุณแม่ผู้กลัวอ้วน เป็นซีซาร์สลัดที่มีไข่ดาวน้ำมาด้วยฟองนึง



จานนี้ สั่งมาทานเองค่ะ และน้องสาวก็สั่งเหมือนกัน เป็นชาโคลเบอเกอร์เนื้อ (My Bunny Burger) ราคา จานละ 250 บาท สำหรับเบอร์เกอร์ของร้านเพลย์บอยจะให้เลือกขนมปังก่อน มีทั้งแบบขนมปังธรรมดา ขนมปังชาโคล และขนมปังธัญพืช ส่วนเนื้อด้านในก็สามารถเลือกได้ทั้ง หมู ไก่ และเนื้อ สำหรับด้านในเนื้อที่เราสั่ง เป็นเนื้อวัวชุ่มฉ่ำ เคียงมากับชีส และแตงกวาดอง ชีสรสดีมาก แตงกวาดองเปรี้ยวเล็กน้อย ทำให้สดชื่น เมนูนี้เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ติดใจ และคราวหน้าอยากจะสั่งอีก (ถ้าสั่งด้านในเป็นแซลมอน จะเรียกชื่อเมนู Bunny Five O Burger  ราคา 280 บาท น้องสาวสั่งมา ก็บอกว่าอร่อยดี)



จานนี้สปาเก็ตตี้หอยลาย (Linguine Clams) ราคา 280 บาท


ตามด้วย ฟิช แอนด์ ชิป ซึ่งในเมนูเขียนว่า New English Cod Fish and Chips ราคา 240 บาท



เมนูนี้เป็นสตูเนื้อ (San Jose Beef Stew) ราคา 320 บาท เราแอบทานไปเยอะ เนื้อนุ่ม เหมาะกับคนชอบทานเนื้อ เวลาทานคู่กับขนมปังที่ปิ้งมากรอบๆ เข้ากันดี โดยเฉพาะตอนที่น้ำซุปเข้มข้นจากเนื้ิอซึมเข้ามาในขนมปัง โอ้โห ได้ใจค่ะ


พอเรียกเก็บตังค์ ค่าเสียหายมื้อนี้ 3,060 บาทค่ะ แต่ทางร้านมีโปร มาเกิน 4 คน ลด 25% เลยลดราคาเหลือ 2,913 บาท



แนบใบเสร็จมาด้วย จะเห็นค่าเครื่องดื่ม น้ำเปล่า 6 ขวด 180 บาทค่ะ เซอร์วิสชาร์จ 10% และ VAT ต่างหาก

โดยรวมแล้ว ชอบร้านนี้ค่ะ บริการดีมากๆ พนักงานใส่ใจดูแล แต่อาหารออกช้าหน่อย ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะเรามากันตั้ง 9 คน อาหารเลยออกช้า กว่าอาหารของคนที่ 6-7 จะมา คนแรกๆ ก็ทานเสร็จแล้ว แต่ก็เป็นปกติที่ครอบครัวเรามักจะเจอเวลาพากันไปทานทั้งบ้าน เลยไม่ได้รู้สึดหงุดหงิด

ถ้าจะให้คะแนน ก็ 8/10 ค่ะ
แอบเสียใจนิดสำหรับโต๊ะที่มา 2 ท่าน เพราะจะไม่ได้โปรโมชั่น มาเกิน 4 คน ลด 25% ยังไงถัามาเกิน 4 ลองร้านนี้ก็ใช้ได้นะคะ อร่อย ไม่แพง บริการดีค่ะ

ใครผ่านร้านหนังสือ ลองหยิบ #ขายหัวเราะ มาอ่านกันนะคะ

ใครผ่านร้านหนังสือ ลองหยิบ "ขายหัวเราะ" มาอ่านกันนะคะ เรื่องสั้นในฉบับรับปีใหม่ เป็นเรื่องที่เราเขียนเอง เป็นผลงานเขียนชิ้นแรกหลังลาออกจากการเป็นพนักงานประจำมาเป็นนักเขียนอิสระค่ะ แต่นำมาลงให้ดูได้เฉพาะภาพหน้าแรกนะคะ หนังสือเพิ่งออก ยังไม่สามารถทำทั้งเรื่องมาให้อ่านกันได้ในนี้ค่ะ



รีวิวร้าน My Cafe the Library บรรยากาศดี มีหนังสือให้อ่าน อาหารสร้างสรรค์

วันนี้ มีโอกาสไปเดินที่ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ค่ะ ไปถึงราว 10.30 น. อยากหาอะไรทานหน่อย ปรากฎว่า ร้านส่วนใหญ่ยังไม่เปิด มองไปมองมา เจอร้าน  My Cafe the Library ที่ติดป้ายว่าเปิด 24 ชั่วโมง เลยแวะเข้าไปใช้บริการ

อย่างแรกคงต้องบอกบรรยากาศในร้านก่อน ร้านนี้ประกาศตัวเองว่า เป็นทั้งคาเฟ่เก๋ๆ และเป็นทั้งห้องสมุดเล็กๆ ด้วย ระหว่างรออาหาร สามารถหยิบหนังสือที่วางเต็มชั้นมาอ่านเพลินๆ ได้ เป็นการส่งเสริมการอ่านได้ดีทีเดียว และหน้าร้านติดป้ายว่า ถ้ามาร้านนี้แล้วเอาหนังสือมือสองมาบริจาค จะได้เครื่องดื่มฟรี และถ้าบริจาคเกิน 5 เล่ม จะได้บัตรกำนัลด้วย เสียดายที่ไม่ได้หยิบหนังสือมา คราวหน้าว่าจะลองมาบริจาคดูสักหน่อย

สำหรับวันนี้ เราสั่งข้าวแกงพะแนง ซึ่งร้านจัดมาเสริฟในปิ่นโต 3 ชั้น สีสวย เป็นข้าว แกง และผัก มาอย่างละ 1 ชั้นปิ่นโต รสชาติใช้ได้ค่ะ พนักงานบริการก็แนะนำดีมากว่า ถ้าถ่ายรูปอาหารที่กำหนด รวมถึงข้าวแกงพะแนงนี่ด้วย แล้วโพสต์ไปที่เพจของร้าน จะได้ลดราคาพิเศษ ก็เลยทำตามที่พนักงานแนะนำด้วย



นอกนั้น เราสั่งโรตีมายมะม่วง ซึ่งก็ได้ลดราคาเหมือนกันถ้าโพสต์ลงเพจของร้าน แต่คนโพสต์ต้องเป็นคนละคนนะคะ เมนูนี้ เป็นโรตีทอดกรอบแผ่นบางๆ จัดแต่งมาเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ล้อมรอบครีมเอาไว้ ส่วนด้านนอก มีมะม่วงหวานฉ่ำโปะมารอบ แถมซอสมะม่วงหวานๆ อีกหนึ่งถ้วย


แต่ที่เราติดใจมากที่สุด เป็นเมนูที่ไม่ได้อยู่ในโปรโมชั่นลดราคา คือ โทสต์ชาโคลครีมชีสไข่ ที่ใช้ขนมปังชาโคล 3 แผ่น มีเบคอนและชีสอยู่ระหว่างชั้นของขนมปัง ส่วนชิ้นบนสุด คว้านตรงกลางออก ใส่ไข่ที่สุกประมาณไข่ลวก แล้วโปะครีมชีส อื้อหือ อร่อยเด็ดโดนใจจริงๆ ค่ะ

ส่วนเครื่องดื่ม มีคาปูนิโน สั่งไม่หวาน ก็ได้ไม่หวานสมใจ และน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น ที่มาแบบทำเอาเรางงหน่อยๆ เพราะของประดับที่เสียบแก้วมา ไม่ใช่สตรอเบอร์รี่ แต่เป็นมะเขือเทศ แต่ก็อร่อยค่ะ


ร้านนี้ บรรยากาศดี บริการเยี่ยม อาหารออกแนวสร้างสรรค์ แถมเปิด 24 ชั่วโมง และมีหนังสือให้อ่านฟรี งานนี้ ให้ 8.5 เต็ม 10 ค่ะ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชะตาผู้นำ

วันนี้ ขอออกนอกเรื่องกิน เรื่องเที่ยว และเรื่องสุขภาพ มาที่ผลงานเขียนที่เคยลงตีพิมพ์ใน ต่วย'ตูน พอกเก็ตแมกาซีน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2555 เรื่องเกี่ยวกับฤกษ์ในการเกิดของเหล่านายกรัฐมนตรีไทย และดังที่บอกแล้วว่า เรื่องนี้ ตีพิมพ์ปี 2555  ดังนั้น ข้อมูลจึงไม่อัพเดทถึงนายกฯ ท่านที่เข้ามาเป็นผู้นำประเทศหลังจากนั้น ก็ถือว่า อ่านเอาสนุกๆ ตามมโนของผู้เขียนที่ไม่มีความรู้ด้านโหราศาสตร์แต่ประการใดนะคะ (เรื่องนี้ตีพิมพ์ 2 ตอน แต่วันนี้ ขอนำตอนแรกมาเป็นน้ำจิ้มให้ก่อนค่ะ)













วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สาวๆ คะ "ตรวจภายใน" (อาจ) ไม่ยากอย่างที่คิด


วันนี้ ขอพาไปคุยกันเรื่องสุขภาพค่ะ มาว่ากันด้วยเรื่อง "ตรวจภายใน" เห็นหัวข้อนี้ ผู้ชายอาจจะบอกว่า ไม่อ่านดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว หากคุณมีผู้หญิงที่รักอยู่ ก็ลองอ่านดูสักหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์นะคะ ส่วนสาว (และไม่สาว) ทั้งหลาย เชื่อว่า เรื่องนี้ น่าจะมีประโยชน์บ้าง



เมื่อไม่นานมามี เรามีเหตุให้ต้อง "ตรวจภายใน"
อื้อหือ แค่ฟังชื่อ ก็หวาดเสียวแล้วไหมคะ โชคดีจริงๆ ที่เจอคุณหมอสาวใสวัยน่ารัก ทำให้หายเกร็งไปได้ตั้งแต่แรก

คุณหมอบอกว่า ตรวจเหอะ เป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไรจะได้รู้ ว่าแล้ว ก็ถามหมอว่า มันตรวจยังไงกันบ้างล่ะ

คุณหมอบอกว่า วิธีที่ดีที่สุด เห็นผลชัดที่สุด ก็ตรวจภายในอย่างที่ใครๆ ก็คิดกันนั่นแหละ คือ ขึ้นขาหยั่ง กางขาออก (อืมม์ ชักเห็นภาพ) แล้วหมอก็จะเอาอุปกรณ์ตรวจเข้าไปทางช่องคลอด (เอิ้ก...ชักเสียวๆ) ว่าแล้ว หมอก็เอาอุปกรณ์ที่ว่าให้ดู ไอ๊หยา ใหญ่ว้อยยยยย (เนื่องจากตอนพบคุณหมอ ไม่ได้ถ่ายรูปมา เลยขออนุญาต นำภาพมาจาก www.pobpad.com เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะคะ)




"แล้วมีวิธีอื่นอีกไหมคะหมอ" เราชักถามเสียงสั่นๆ กลัวนะเฟ้ย ไม่ใช่ไม่กลัว

คุณหมอยังสาวยิ้มหวานให้ แล้วบอกว่า นี่แหละ พอหมอให้ดูอุปกรณ์ ก็ตกใจกันเป็นแถว หมอเข้าใจ เลยมีทางเลือกที่ 2 ให้ คือ ทำอัลตราซาวนด์

"แต่มันจะได้ผลแบบเลือนลาง มองไม่ค่อยชัดนะ แต่พอรู้เลาๆ แต่ถ้าไม่อยากทำแบบแรก หมอก็ไม่ว่าอะไร จะอัลตราซาวนด์ก็ได้ แม้หมอจะชี้ชัดไม่ได้ว่าผลมันจะเห็นอะไรบ้าง เพราะมันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่มัน 'ไม่เจ็บ' ที่สุด" คุณหมอยังส่งยิ้มมาให้กำลังใจ

โฮ อยากจะร้องไห้ ทางแรก เห็นผลชัด แต่ (อาจจะ) เจ็บ แบบว่า แค่เห็นเครื่องมือก็เจ็บแล้วเฟ้ย แบบที่ 2 ไม่เจ็บ แต่เห็นผลไม่ชัด หรืออาจจะไม่เห็นผลเลย ว่าแล้ว ก็นั่งทำหน้าเมื่อยให้หมอดู 555

และทันใดนั้น คุณหมอก็ตบมือดังปัง บอกว่า หมอคิดได้แล้ว มันมีทางเลือกที่ 3 นี่นา หมอลืมทุกที

ห่ะ แล้วไอ้ทางเลือกที่ 3 คืออะไรล่ะ

มันคือ การตรวจทางรูทวาร แล้วหมอก็หันไปหยิบอุปกรณ์มา อันเล็กกว่าแบบแรกนิดนึง เป็นเหมือน "ไม้กายสิทธิ์" จากเรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ เชียว คือ ยาวประมาณฟุตนึง กว้างตรงที่มือหมอจับ แล้วเรียวเล็กลงมา แต่ตรงปลาย มีลูกกลมใหญ่สักเกือบนิ้ว (ภาพประกอบ นำมาจาก www.nutchillday.com)



หมอบอกว่า จะเอาไม้นี้ เสียบเข้าไปทางรูทวาร ก็จะเห็นมดลูก ปีกมดลูก และอื่นๆ ได้ชัดเจนไม่แพ้วิธีแรก แต่เจ็บน้อยกว่า เพราะไม้ขนาดเล็กกว่า และการเข้าทางรูทวาร มัน "จิ๊บๆ" หมอบอก

พอเห็น "ไม้กายสิทธิ์" อันนี้ เราใจชื้นขึ้นมานิดนึง ประการแรก มันไม่ใหญ่เท่าไหร่ ประการที่สอง เราเคยตรวจส่องกล้องลำไส้มาแล้ว เคยโดนเอาอุปกรณ์ใหญ่กว่านี้เข้าไปในรูทวารมาแล้ว ดังนั้น แค่นี้ มันเรื่องเล็กน้อย

"แต่คนไข้ต้องให้ความร่วมมือกับหมอนะ อย่าเกร็ง ยิ่งเกร็งยิ่งเจ็บ ถ้าไม่เกร็ง ก็แป๊บเดียวเสร็จ" หมอบอก เลยชักตกใจอีกรอบ เพราะตอนตรวจส่องกล้องลำไส้น่ะ เขาให้ยาสลบ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แต่ตอนนี้ ให้ถูก "เสียบตูด" แบบตื่นตัวอยู่ แล้วจะไม่ให้เกร็งเหรอหมอ...โอย

แต่เอาล่ะ พิจารณาจาก 3 ทางเลือกแล้ว เอา "รูทวาร" นี่แหละว่ะ เพราะวิธีแรกน่ะ บอกเลย ใจไม่ถึง

พอตกลงกันได้ หมอก็ให้เข้าห้องไปทำหัตการ อย่างแรกที่คุณพยาบาลสั่งให้เตรียมตัวนั้น เป็นคำพูด "บาดลึก" หัวใจทีเดียวเชียว

"ถอดทั้งกางเกงนอก และกางเกงใน แล้วขึ้นขาหยั่งค่ะ" ไอ๊ย่ะ แค่ถอด ก็ใจแป้ว แล้ว ไหนจะขาหยั่ง เอาว่ะ หลับหูหลับตา ถอดๆ แล้วก้าวขึ้นเตียงที่มีขาหยั่งให้ถ่างขาออก ระหว่างรอหมอล้างมือ และเตรียมอุปกรณ์ ก็แอบสวดมนต์นิดๆ เฮ้อ..เครียดเฟ้ย

พอหมอมาถึง หมอเอาอุปกรณ์ให้ดูอีกที แล้วบอกว่า มองขึ้นด้านบนเหนือเตียงนอนนะ มีจออยู่ มันจะแสดงสิ่งที่ไอ้ "ไม้กายสิทธิ์" นี่เห็น ซึ่งก็จะเหมือนที่หมอเห็นนั่นแหละ

"อ่ะ ผ่อนคลายนะคะ หมอจะทำแล้วนะ พร้อมไหม" หมอถาม
"พร้อมค่ะ" กัดฟันตอบ
"คืองี้นะคะ คุณคนไข้ต้องทำตัวเหมือนกำลังเบ่งอุจจาระ ซึ่งมันจะเป็นการทำให้รูทวารเปิดกว้างที่สุด หมอจะได้เอาเครื่องตรวจเข้าไปง่ายๆ พอหมอบอกให้เบ่ง ก็เบ่งเลยนะคะ" หมอชี้แนะ

อืมม์ ชักเหมือนคลอดลูกขึ้นมายังไงก็ไม่รู้

แต่พอหมอบอก เอ้า เบ่งได้ ก็ทำตัวเหมือนกำลังเบ่งอุจจาระตามที่หมอบอก แล้วก็ "พรึ่บ" ไอ้ "ไม้กายสิทธิ์" มันผลุบเข้าไปในรูทวารทันที แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว หมอมือไวมาก แล้วก็เลยเห็นภาพที่เจ้า "ไม้กายสิทธิ์" มันเข้าไปสัมผัส คือ เห็นมดลูก ปีกมดลูก รวมถึงยังเห็นส่วนอื่นๆ ในช่องท้องได้ด้วย

ระหว่างที่ทำ หมอส่าย "ไม้กายสิทธิ์" ไปๆ มาๆ เพื่อให้แตะโดนอวัยวะที่กำลังตรวจ เช่น หมอดันไม้ไปที่มดลูก หมอก็บอกว่า หมอดันนิดนะคะ จะเสียดท้องหน่อยๆ แต่เห็นภาพชัดเจน เป็นการเห็นไปพร้อมๆ กับคนถูกตรวจ

ความรู้สึกตอนนั้น บอกได้เลยว่า "ไม่เจ็บ" แค่รู้สึกแปลกนิดๆ ที่มีอะไรมาเสียบรูทวาร แถม "คว้าน" ไปมา เพื่อดูแต่ละอวัยวะ สรุป ดูกันไปประมาณ 20 นาที หมอก็ดึง "ไม้กายสิทธิ์" ออก และบอกว่า ผลตรวจปกติดีทุกอย่าง ต่อไปไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะมีปัญหา

อย่างจะหัวเราะ ฮ่าๆ เสียงดังๆ แต่ได้แค่อมยิ้ม

หมอก็ยิ้มให้ แล้วบอกว่า เห็นไหมคะ ไม่น่ากลัวสักนิด
ตอนนี้ เราผ่านมันมาแล้ว ก็บอกได้เหมือนกันว่า ไม่น่ากลัว ไม่เจ็บ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำ เราเชื่อว่า ยังไงๆ มันเสียวไว้ก่อนแน่นอน

และหากใครมีความจำเป็นต้องไป "ตรวจภายใน" ลองถามคุณหมอถึง "วิธีที่ 3" นะคะ ไม่ค่อยมีคนทำกัน แต่ก็ได้ผลดี และไม่น่าตระหนกมากนัก

และไหนๆ ตอนกลางๆ เรื่อง ได้เขียนถึงการส่องกล้องตรวจลำไส้แล้ว วันหลังถ้ามีโอกาส จะมาเล่าเรื่องนี้สักหน่อย

สนุกดีทีเดียวค่ะ ไอ้การแก้ผ้าให้หมอตรวจเนี่ย!!



วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"เจอดีที่ญี่ปุ่น"

เรื่อง "เจอดีที่ญี่ปุ่น" ลงในนิตยสาร ต่วย'ตูน พอกเก็ตแมกาซีน ฉบับปักษ์แรก มีนาคม 2556
จะเป็นยังไง เมื่อ "ป้าพร" แม่ของผู้เขียน "เจอผี" ที่ญี่ปุ่น เรื่องนี้ คิดว่า สนุกดี เพราะการเจอผีของป้าพรมันน่าสะพรึงจริงๆ 555 (ขำสะพรึงเลยล่ะคุณเอ๋ย)















ผ่าตัดสมอง

ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)

เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...