วันนี้ มาพาไปกินขนมกันค่ะ แต่สาวๆ (รวมถึงหนุ่มๆ) ที่กังวัลเรื่องกลัวอ้วน อาจจะไม่ค่อยอยากเห็นขนมสักเท่าไหร่ เพราะอดใจไม่อยู่ทีไร น้ำหนักเพิ่มพรวดๆ แต่ร้าน Size S Coffee & Bakery ที่กำลังจะพาไปดูกันนี้ อาจช่วยให้หายอยากของหวานได้ โดยไม่อ้วน (มากนัก)
มาดูรูปแรกเรียกน้ำย่อยกันก่อน
อันนี้ เป็น เครมบรูเล่ (creme brulee) ค่ะ ก่อนสั่งเมนูนี้มาทาน จะเห็นอยู่ในตู้ เหมือนคัสตาร์ดในถ้วยเคลือบ แต่พอเราสั่ง ทางร้านจะเอาไปโรยน้ำตาล พ่นไฟ จนเป็นเกล็ดคาราเมลอย่างที่เห็น และใส่ผลไม้มาให้ด้วย ออกมาหน้าตาดี รสชาติเยี่ยม อร่อยจนอยากเลียถ้วยเลย 555 และเมนูนี้ ต้องทานที่ร้านเท่านั้น ซื้อกลับไม่ได้ เพราะเขาต้องพ่นไฟกันก่อนทาน
กลับมาสู่ประเด็นที่ว่า ทำไม ไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะเท่าที่อ่านมา ร้านนี้ เขามีคอนเซปต์ คือ ทำขนมหวานให้ชิ้นเล็กๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทานชิ้นใหญ่แล้วอ้วน หรืออีกแนวคิดนึงคือ พอเป็นชิ้นเล็ก ก็สั่งได้หลายอย่าง ทานอย่างละคำสองคำ ทำให้มีความสุขเล็กๆ ได้
ร้านนี้ อยู่ที่ซอยงามดูพลี เข้ามาจากถนนพระราม 4 นิดเดียว ซ้ายมือ เป็นร้านเล็กๆ ขนมก็ไซส์เอส ร้านก็ไซส์เอสด้วย แต่บริการให้ไซส์ XL เลย เยี่ยมยอดค่ะ
มาต่อกันที่ ชีสเค้ก (cheesecake)
อันนี้ อร่อยมากค่ะ รสชีสเด่น ขนมเนื้อเนียนนุ่ม เสริฟมาคู่กับแยม อันที่จริง ไม่ต้องมีแยมก็อร่อยแล้ว แต่พอมี ก็เหมือนจะเพิ่มความอร่อยไปอีกขั้น แนะนำเลยว่า ทั้ง เครมบรูเล่ และ ชีสเค้ก เป็นเมนูที่ห้ามพลาด
ตามมาด้วย scones สโคนค่ะ (คนอังกฤษเอง ก็เห็นเถียงกันประจำ ว่าควรอ่าน สโคน หรือสกอน แต่เราถัดเรียกสโคน ฝรั่งบางคนก็งอน บอกว่า ต้องสกอนถึงจะถูก แต่ก็เหมือนเคยค่ะ ออกเสียงผิดไม่เป็นไร สั่งแล้วได้กินของที่อยากกินเป็นพอ 55)
สโคนร้านนี้ เสริฟมาพร้อมแยมเหมือนชีสเค้ก ก็อร่อยนะคะ แต่ถ้าเทียบกับบางร้าน เขาเสริฟพร้อมเนยด้วย
อย่างภาพด้านบนนี้ เป็นสโคนที่เสริฟมาให้ทั้ง เนย แยม ครีม เรียกว่า อยากกินกับอะไรก็เลือกเอาตามสะดวก คิดว่า ถ้าร้าน Size S Coffee & Bakery มีให้เลือก ก็น่าจะดีขึ้นนะคะ เพราะไม่งั้น เจอแต่แยมแบบเดียวกันในหลายๆ เมนู ก็จะไม่ได้รสชาติที่แตกต่างมากนัก แต่สโคนของร้าน Size S Coffee & Bakery ก็อร่อยนะคะ ถ้ามีเนยอีกนิด ก็เยี่ยมเลย
อีกอย่างที่เราชอบสั่งเวลามาร้านนี้ คือ เค้กมะพร้าว (coconut cake)
เราชอบนะคะ คิดว่าอร่อยมากๆ แต่เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า ไม่ชอบทานมะพร้าว เลยไม่ชอบเมนูนี้ ก็คงแล้วแต่คน แต่เขาก็ทำออกมาได้อร่อยดี
นอกนั้น ก็สั่งกาแฟมาคนละแก้ว
ลาเต้ร้อน ไม่หวาน กับ ลาเต้เย็น ไม่หวาน สบายใจค่ะ สั่งไม่หวาน ก็ได้ไม่หวานสมใจ ไม่เหมือนบางร้าน ที่สั่งไม่หวาน ได้หวานน้อย
สรุปว่า ร้านนี้ ดีเด่น ให้ 9/10 เพราะขาดเนยมากินกับสโคนนี่แหละ 555
I-Dea Stories (ไอ) เดียสตอรี่ส์ เป็นบล็อคที่รวบรวมผลงานเขียนส่วนตัวของอดีตสองนักข่าวบางกอกโพสต์ ซึ่งมีมากหมายหลายประเภท ทั้ง เรื่องสั้น บทความประวัติศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา และที่สำคัญ สิ่งที่เป็นอาชีพของเราในยามนี้ คือ การท่องเที่ยว ที่พ่วงอาหารการกินมาด้วยโดยปริยาย (อ่านฟรีฮับ)
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560
รีวิว St.marc CAFÉ เมื่อ "ครัวซองต์" มาแทนขนมปังโทสต์ มันก็อร่อยปัง!
มีคนบอกว่า อย่ากินของหวานเยอะ แต่เราว่า บางที ขนมหวานก็ให้ความร่าเริงในชีวิตได้ วันนี้ เลยขอมารีวิวร้าน St.marc CAFÉ at Central Festival Eastville หน่อย เพราะขนมร้านนี้ อร่อยได้ใจจริงๆ แถมทำด้วยแนวคิดนอกกรอบ มีความแปลกใหม่ที่น่าสนใจมากๆ
ขอเริ่มจากเมนูที่เราชอบมากที่สุด คือ Matcha Dream (250 บาท)
ถ้าดูจากชื่อ เราก็ งงๆ อะไรนะ Matcha Dream มันจะเป็นอะไร แต่เนื่องจากในเมนูมีรูป ก็เลยนึกว่า น่าจะเป็นโทสต์ ซึ่งก็ชอบเหมือนกัน แต่พนักงานมาบอกว่า ที่นี่ ไม่ได้ใช้ขนมปังเหมือนโทสต์ร้านอื่นๆ แต่ตัวขนมอบข้างล่าง เปลี่ยนจากขนมปังเป็นครัวซองต์รูปสี่เหลี่ยมแทน และถือเป็นเมนูดัง ซิกเนเจอร์ของร้าน ก็เลยลองดู
ตอนขนมมาวางที่โต๊ะ ยังควันฉุย มาแบบอุ่นๆ หั่นกิน อื้อหือ มันอร่อยเกินห้ามใจจริงๆ เพราะการใช้ครัวซองต์ มีข้อดีกว่าใช้ขนมปังโทสต์ เนื่องจากเนื้อนุ่มกว่า บางเบากว่า ทานตอนอุ่นๆ มันได้ใจมากๆ ส่วนไอศกรีมชาเขียว ก็ใช้ได้ ไม่หวานมาก เหมือนตัวถั่วแดง ที่รสพอดี นอกนั้นมีโมจิ กับอะไรสักอย่าง เหมือนวุ้นแบบญี่ปุ่น ก็พอทานได้ แต่เฉยๆ เพราะไปติดใจที่ตัวครัวซองต์ซะแล้ว จานนี้ ให้ 10 คะแนนเต็มเลย
คนที่มาด้วยกัน สั่ง Mangolicious (250 บาท) ดูจากชื่อ ก็งงเหมือนกัน แต่ก็เลือกจากรูปในเมนูเหมือนเดิม และได้ออกมาเป็น
สรุปว่า คล้ายกับอันบน คือ เปลี่ยนจากขนมปังเป็นครัวซองต์รูปสี่เหลี่ยมแทน และราดด้วยซอสมะม่วง โปะไอติม
ยังมีเมนูอื่นอีก น้องสาวเราสั่ง choco banana split 195 บาท
ใครจะสั่งเมนูนี้ ต้องระวังของหล่นด้วยนะ 55
เราดันอยากกินอีกอย่าง เลยสั่ง miyako เพิ่ม เพราะเห็นรูปแล้วนึกอยากลอง ราคา 165 บาท
ถ่ายมาให้ดู 2 มุม จริงๆ คือ ซอฟท์ครีมเป็นหลัก แล้วมีวุ้นชาเขียว ถั่วแดง และวุ้นอะไรไม่แน่ใจ (ที่เป็นสีน้ำตาล) รสชาติดีใช้ได้
ตามด้วย Mango milk
เมนูนี้ 170 บาท ก็เป็นซอฟท์ครีมกับซอสมะม่วงตัวเดิม
แม่เราสั่ง Matcha classic 160 บาท ได้มาเป็นเครื่องดื่ม ที่มีทั้งถั่วแดง และซอฟท์ครีมมาให้ด้วย
เราสั่ง Iced latte Coffee อีกที่นึง 145 บาท สั่งไม่หวาน ก็ได้ไม่หวานเลยสมใจ (คือ บางร้านบอกว่า ไม่หวาน แต่คนขายมักใส่เป็นหวานน้อยมาให้ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน)
ร้านนี้ อยู่ชั้นล่างของ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์
เห็นว่ามีสาขาหลายประเทศ ก็น่าลองนะคะ ขนมอร่อยมาก โดยเฉพาะพวกตระกูลที่เอาครัวซองต์มาทำแทนโทสต์ ติดอกติดใจจนต้องขอไปอีก
ราคาก็ตามนี้
พอดีว่า ไปกันหลายคน ถือว่า ราคาแอบ แรงส์ นิดนึง แต่อร่อย ก็คงจะไปอีกแหละ แน่นานๆ ไปที เพราะทั้งราคาสูง และกลัวอ้วน แต่ถ้าใครไม่เคยลอง แนะนำให้ลองดูนะคะ แล้วจะลืมโทสต์ไปเลย
ขอเริ่มจากเมนูที่เราชอบมากที่สุด คือ Matcha Dream (250 บาท)
ถ้าดูจากชื่อ เราก็ งงๆ อะไรนะ Matcha Dream มันจะเป็นอะไร แต่เนื่องจากในเมนูมีรูป ก็เลยนึกว่า น่าจะเป็นโทสต์ ซึ่งก็ชอบเหมือนกัน แต่พนักงานมาบอกว่า ที่นี่ ไม่ได้ใช้ขนมปังเหมือนโทสต์ร้านอื่นๆ แต่ตัวขนมอบข้างล่าง เปลี่ยนจากขนมปังเป็นครัวซองต์รูปสี่เหลี่ยมแทน และถือเป็นเมนูดัง ซิกเนเจอร์ของร้าน ก็เลยลองดู
ตอนขนมมาวางที่โต๊ะ ยังควันฉุย มาแบบอุ่นๆ หั่นกิน อื้อหือ มันอร่อยเกินห้ามใจจริงๆ เพราะการใช้ครัวซองต์ มีข้อดีกว่าใช้ขนมปังโทสต์ เนื่องจากเนื้อนุ่มกว่า บางเบากว่า ทานตอนอุ่นๆ มันได้ใจมากๆ ส่วนไอศกรีมชาเขียว ก็ใช้ได้ ไม่หวานมาก เหมือนตัวถั่วแดง ที่รสพอดี นอกนั้นมีโมจิ กับอะไรสักอย่าง เหมือนวุ้นแบบญี่ปุ่น ก็พอทานได้ แต่เฉยๆ เพราะไปติดใจที่ตัวครัวซองต์ซะแล้ว จานนี้ ให้ 10 คะแนนเต็มเลย
คนที่มาด้วยกัน สั่ง Mangolicious (250 บาท) ดูจากชื่อ ก็งงเหมือนกัน แต่ก็เลือกจากรูปในเมนูเหมือนเดิม และได้ออกมาเป็น
สรุปว่า คล้ายกับอันบน คือ เปลี่ยนจากขนมปังเป็นครัวซองต์รูปสี่เหลี่ยมแทน และราดด้วยซอสมะม่วง โปะไอติม
ยังมีเมนูอื่นอีก น้องสาวเราสั่ง choco banana split 195 บาท
ใครจะสั่งเมนูนี้ ต้องระวังของหล่นด้วยนะ 55
เราดันอยากกินอีกอย่าง เลยสั่ง miyako เพิ่ม เพราะเห็นรูปแล้วนึกอยากลอง ราคา 165 บาท
ถ่ายมาให้ดู 2 มุม จริงๆ คือ ซอฟท์ครีมเป็นหลัก แล้วมีวุ้นชาเขียว ถั่วแดง และวุ้นอะไรไม่แน่ใจ (ที่เป็นสีน้ำตาล) รสชาติดีใช้ได้
ตามด้วย Mango milk
เมนูนี้ 170 บาท ก็เป็นซอฟท์ครีมกับซอสมะม่วงตัวเดิม
แม่เราสั่ง Matcha classic 160 บาท ได้มาเป็นเครื่องดื่ม ที่มีทั้งถั่วแดง และซอฟท์ครีมมาให้ด้วย
เราสั่ง Iced latte Coffee อีกที่นึง 145 บาท สั่งไม่หวาน ก็ได้ไม่หวานเลยสมใจ (คือ บางร้านบอกว่า ไม่หวาน แต่คนขายมักใส่เป็นหวานน้อยมาให้ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน)
ร้านนี้ อยู่ชั้นล่างของ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์
เห็นว่ามีสาขาหลายประเทศ ก็น่าลองนะคะ ขนมอร่อยมาก โดยเฉพาะพวกตระกูลที่เอาครัวซองต์มาทำแทนโทสต์ ติดอกติดใจจนต้องขอไปอีก
ราคาก็ตามนี้
พอดีว่า ไปกันหลายคน ถือว่า ราคาแอบ แรงส์ นิดนึง แต่อร่อย ก็คงจะไปอีกแหละ แน่นานๆ ไปที เพราะทั้งราคาสูง และกลัวอ้วน แต่ถ้าใครไม่เคยลอง แนะนำให้ลองดูนะคะ แล้วจะลืมโทสต์ไปเลย
วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560
รีวิว Dean & Deluca และ "ไข่เบเนดิกต์" แสนอร่อย
วันนี้ มารีวิว Dean & Deluca กันหน่อยค่ะ แม้จะเห็นว่ามีคนรีวิวเยอะแล้ว แต่คนเราอาจจะชอบไม่เหมือนกัน เลยขอแนะนำสิ่งที่ชอบสักหน่อย
จานนี้ค่ะ Egg Benedict (ไข่เบเนดิกต์) เรียกว่า ของโปรดมากๆ เลย แต่หาทานไม่ค่อยได้ เพราะร้านส่วนใหญ่ที่ทำเมนูนี้ มักจะขายเฉพาะเป็นอาหารเช้า แต่ที่ Dean & Deluca เขาเสิร์ฟอาหารเช้าตลอดวัน เข้าไปดูตรงเมนู all day breakfast ได้เลย ทำให้ดีใจว่า สามารถสั่งอาหารเช้าได้ แม้จะมาทานตอนดึก
ที่ชอบ Egg Benedict เพราะว่า ตัวไข่ เป็นไข่แบบที่เรียกว่า Poached Eggs หรือที่คนมักเรียกกันว่า ไข่ดาวน้ำ เดี๋ยวตอนท้าย จะใส่วิธีทำ Poached Eggs ไว้ให้นะคะ เผื่อมีใครสนใจทำทานเอง เพราะทำง่าย ไม่อ้วน ไม่มีน้ำมัน แต่พอมารวมจัดจานเป็น "ไข่เบเนดิกต์" นี่ ก็ชักไม่แน่ใจว่าจะอ้วนไหม เพราะใน ไข่เบเนดิกต์ นอกจากจะมี ไข่ดาวน้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญแล้ว ด้านใต้ไข่ เป็นเบคอน และขนมปังปิ้งค่ะ ส่วนด้านบน อันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของไข่เบเนดิกต์เลย คือ ซอสที่ออกสีเหลืองๆ นี่แหละคะ เรียกว่า ซอส Hollandaise ไอ้นี่แหละค่ะ ที่ขอบอกว่า งงหน่อย เพราะฝรั่งส่วนใหญ่อ่านว่า ซอสฮอลแลนด์เดส แต่ก็มีคนที่บอกว่า ม่ายยยย ความที่มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษโดยตรง มันเลยอ่านว่า ซอสฮอลลองแดส ตะหาก แต่ไม่ว่ายังไง ก็อร่อยทั้งนั้น เอาเป็นว่า เรียกกันตามสะดวกนะคะ แล้วถ้าเชฟเข้าใจว่าเราสั่งอะไร ก็เป็นพอ
ส่วนผสมหลักของซอส มีเนย ไข่ น้ำมะนาวน้ำส้มสายชูแบบฝรั่ง เกลือ ส่วนตัวทำไม่เป็นค่ะ แต่คนที่ทำเป็นเล่าให้ฟังว่า ต้องออกแรงตีส่วนผสมนิดนึง
ทีนี้ เอา "ไข่เบเนดิกต์" ของ Dean & Deluca มาโชว์แล้ว เลยขอโชว์ "ไข่เบเนดิกต์" ของร้านอื่นกันบ้าง เพื่อเปรียบเทียบหน้าตา
2 จานนี้ ทานที่อังกฤษมาค่ะ ความแตกต่างที่เห็นชัดๆ คือ ซอสในจานจากอังกฤษดูเหลวกว่า และเครื่องเคียงเป็นผัก ในขณะที่ของ Dean & Deluca เครื่องเคียงเป็นมันฝรั่ง (อันนี้ส่วนตัว ไมกล้ากินเท่าไหร่ เพราะหมอให้ลดน้ำหนัก เลยต้องตัดใจทิ้งมันฝรั่ง อยากให้ Dean & Deluca เปลี่ยนมาเคียงด้วยผักบ้างจัง)
อ้อ ก่อนจะลืม ราคา ไข่เบเนดิกต์ ของ Dean & Deluca อยู่ที่ 295 บาท (ไม่รวมเซอร์วิสชาร์จอีก 10% นะคะ)
เอาล่ะ นำเสนอเรื่อง "ไข่เบเนดิกต์" มาเยอะแล้ว ไปต่อกันที่เมนูอื่นของ Dean & Deluca กันบ้าง วันที่ไปทาน ดึกแล้ว เลยสั่งไม่เยอะเท่าไหร่ ก็ได้เป็นเค้กสายรุ้ง Rainbow cake มาชิ้นนึง ชิ้นใหญ่มาก ต้องทาน 2 คนค่ะ คนเดียวไม่หมดแน่ๆ ราคา 165 บาท ถือว่าคุ้ม
ตัวเค้ก สมกับชื่อเรนโบว์ คือ มีเค้กหลากสีเป็นชั้นๆ ทำให้เวลาทาน มีหลายรส อร่อยดีค่ะ ไม่เลี่ยน
แล้วตามด้วยทาร์ตไข่ที่ทางร้านบอกว่า เป็นสูตรมาเก๊า อันละ 40 บาท เลยลองสั่งดู
ก็อร่อยดีนะคะ แต่ไม่ได้ถือว่าแตกต่างจากร้านอื่นๆ สักเท่าไหร่ แต่ราคาใช้ได้ เพราะเห็นร้านดังบางร้าน ตั้งราคาแพงมาก
ทั้งหมดนี้ เสียเงินไป 654.50 บาท
ที่เอาใบเสร็จมาโชว์ เพราะจะได้แน่ใจว่าไปทานเอง จ่ายเอง ไม่ได้เบ่งกินฟรีเพื่อมารีวิวนะคะ
สรุป ให้ 8/10 คะแนน เพราะเจอมันฝรั่งนี่แหละ 555
หมายเหตุ - วิธีทำ Poached Eggs หรือไข่ดาวน้ำ
ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำส้มสายชู นิดเดียวพอนะคะ อย่าใส่เยอะ รอให้น้ำเดือดอีกครั้ง ตอกไข่ใส่ถ้วยไว้ก่อน อย่าตอกไข่ลงไปในหม้อ
คนน้ำในหม้อให้เป็นน้ำวน เทไข่ลงไป ทิ้งไว้สัก 3-4 นาที ตักขึ้น แค่นี้ ก็ได้ Poached Eggs หรือไข่ดาวน้ำ แล้วล่ะค่ะ
จานนี้ค่ะ Egg Benedict (ไข่เบเนดิกต์) เรียกว่า ของโปรดมากๆ เลย แต่หาทานไม่ค่อยได้ เพราะร้านส่วนใหญ่ที่ทำเมนูนี้ มักจะขายเฉพาะเป็นอาหารเช้า แต่ที่ Dean & Deluca เขาเสิร์ฟอาหารเช้าตลอดวัน เข้าไปดูตรงเมนู all day breakfast ได้เลย ทำให้ดีใจว่า สามารถสั่งอาหารเช้าได้ แม้จะมาทานตอนดึก
ที่ชอบ Egg Benedict เพราะว่า ตัวไข่ เป็นไข่แบบที่เรียกว่า Poached Eggs หรือที่คนมักเรียกกันว่า ไข่ดาวน้ำ เดี๋ยวตอนท้าย จะใส่วิธีทำ Poached Eggs ไว้ให้นะคะ เผื่อมีใครสนใจทำทานเอง เพราะทำง่าย ไม่อ้วน ไม่มีน้ำมัน แต่พอมารวมจัดจานเป็น "ไข่เบเนดิกต์" นี่ ก็ชักไม่แน่ใจว่าจะอ้วนไหม เพราะใน ไข่เบเนดิกต์ นอกจากจะมี ไข่ดาวน้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญแล้ว ด้านใต้ไข่ เป็นเบคอน และขนมปังปิ้งค่ะ ส่วนด้านบน อันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของไข่เบเนดิกต์เลย คือ ซอสที่ออกสีเหลืองๆ นี่แหละคะ เรียกว่า ซอส Hollandaise ไอ้นี่แหละค่ะ ที่ขอบอกว่า งงหน่อย เพราะฝรั่งส่วนใหญ่อ่านว่า ซอสฮอลแลนด์เดส แต่ก็มีคนที่บอกว่า ม่ายยยย ความที่มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษโดยตรง มันเลยอ่านว่า ซอสฮอลลองแดส ตะหาก แต่ไม่ว่ายังไง ก็อร่อยทั้งนั้น เอาเป็นว่า เรียกกันตามสะดวกนะคะ แล้วถ้าเชฟเข้าใจว่าเราสั่งอะไร ก็เป็นพอ
ส่วนผสมหลักของซอส มีเนย ไข่ น้ำมะนาวน้ำส้มสายชูแบบฝรั่ง เกลือ ส่วนตัวทำไม่เป็นค่ะ แต่คนที่ทำเป็นเล่าให้ฟังว่า ต้องออกแรงตีส่วนผสมนิดนึง
ทีนี้ เอา "ไข่เบเนดิกต์" ของ Dean & Deluca มาโชว์แล้ว เลยขอโชว์ "ไข่เบเนดิกต์" ของร้านอื่นกันบ้าง เพื่อเปรียบเทียบหน้าตา
2 จานนี้ ทานที่อังกฤษมาค่ะ ความแตกต่างที่เห็นชัดๆ คือ ซอสในจานจากอังกฤษดูเหลวกว่า และเครื่องเคียงเป็นผัก ในขณะที่ของ Dean & Deluca เครื่องเคียงเป็นมันฝรั่ง (อันนี้ส่วนตัว ไมกล้ากินเท่าไหร่ เพราะหมอให้ลดน้ำหนัก เลยต้องตัดใจทิ้งมันฝรั่ง อยากให้ Dean & Deluca เปลี่ยนมาเคียงด้วยผักบ้างจัง)
อ้อ ก่อนจะลืม ราคา ไข่เบเนดิกต์ ของ Dean & Deluca อยู่ที่ 295 บาท (ไม่รวมเซอร์วิสชาร์จอีก 10% นะคะ)
เอาล่ะ นำเสนอเรื่อง "ไข่เบเนดิกต์" มาเยอะแล้ว ไปต่อกันที่เมนูอื่นของ Dean & Deluca กันบ้าง วันที่ไปทาน ดึกแล้ว เลยสั่งไม่เยอะเท่าไหร่ ก็ได้เป็นเค้กสายรุ้ง Rainbow cake มาชิ้นนึง ชิ้นใหญ่มาก ต้องทาน 2 คนค่ะ คนเดียวไม่หมดแน่ๆ ราคา 165 บาท ถือว่าคุ้ม
ตัวเค้ก สมกับชื่อเรนโบว์ คือ มีเค้กหลากสีเป็นชั้นๆ ทำให้เวลาทาน มีหลายรส อร่อยดีค่ะ ไม่เลี่ยน
แล้วตามด้วยทาร์ตไข่ที่ทางร้านบอกว่า เป็นสูตรมาเก๊า อันละ 40 บาท เลยลองสั่งดู
ก็อร่อยดีนะคะ แต่ไม่ได้ถือว่าแตกต่างจากร้านอื่นๆ สักเท่าไหร่ แต่ราคาใช้ได้ เพราะเห็นร้านดังบางร้าน ตั้งราคาแพงมาก
ทั้งหมดนี้ เสียเงินไป 654.50 บาท
ที่เอาใบเสร็จมาโชว์ เพราะจะได้แน่ใจว่าไปทานเอง จ่ายเอง ไม่ได้เบ่งกินฟรีเพื่อมารีวิวนะคะ
สรุป ให้ 8/10 คะแนน เพราะเจอมันฝรั่งนี่แหละ 555
หมายเหตุ - วิธีทำ Poached Eggs หรือไข่ดาวน้ำ
ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำส้มสายชู นิดเดียวพอนะคะ อย่าใส่เยอะ รอให้น้ำเดือดอีกครั้ง ตอกไข่ใส่ถ้วยไว้ก่อน อย่าตอกไข่ลงไปในหม้อ
คนน้ำในหม้อให้เป็นน้ำวน เทไข่ลงไป ทิ้งไว้สัก 3-4 นาที ตักขึ้น แค่นี้ ก็ได้ Poached Eggs หรือไข่ดาวน้ำ แล้วล่ะค่ะ
วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560
กระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)
กระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)
นี่คือ โรคที่กำลังเป็นตอนนี้ และบังเอิญว่า ไอ้กระดูกที่อักเสบนั้น มันคือ ส่วนของ กะโหลกศีรษะ มันก็เลยจะวุ่นวายนิดหน่อย
สาเหตุเกิดจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมองเมื่อปีก่อน และพอผ่านไป มันเกิดปัญหาขึ้น จนลุกลาม กลายเป็นอาการ กระดูก (กะโหลก) อักเสบ ซึ่งโดยปกติ วิธีรักษาคือ ตัดกระดูกส่วนนั้นทิ้งไป เพราะมันเป็นกระดูกที่ตายแล้ว
แต่เนื่องจากเราเป็นที่กะโหลก ครั้นจะตัดหัวทิ้งไป ก็กระไรอยู่ (เอ หรือจะมีหมอที่ไหนทำได้ 55)
ดังนั้น วิธีการรักษาที่หมอเสนอมาในตอนนี้คือ "แงะ" เอาส่วนของกะโหลกที่มีปัญหานั้น ทิ้งไป ซึ่งตอนนี้ คาดว่าน่าจะกินพื้นที่ประมาณ 2-3 นิ้ว
แต่ที่ "มันส์" กว่านั้นคือ ไอ้ตอนที่ต้องแงะกะโหลกส่วนที่ติดเชื้อทิ้งไปนั้น ต้องรักษาสมองต่ออีก 6 เดือน ทำให้ไม่สามารถใส่กะโหลกเทียมได้ทันที แต่ต้องรอให้การรักษาเรียบร้อยก่อน
"คุณก็จะมี 6 เดือนที่ไม่มีกะโหลกในส่วนนั้น แต่จะเย็บปิดหนังศีรษะไว้ให้ แล้วมันก็จะเพลินดี เวลาเห็นสมองมันเต้นตุบๆ" อืมม์ หมอพูดจนฟังแล้วนึกสนุก และนึกภาพตามได้อย่างน่าหวาดเสียว
หากครบ 6 เดือนแล้ว หมอเห็นว่า หายแน่ๆ ก็จะเอาโลหะขึ้นรูปให้เท่ากะโหลกที่ตัดทิ้งไป มาใส่แทนที่ แปะไว้ แล้วปิดแผล พักอีก 2-3 เดือน ก็น่าจะหายดี
งานนี้ ก็เลยต้องผ่าสมอง 2 ครั้ง ครั้งแรก แงะเอากะโหลกส่วนที่ติดเชื้อออก แล้วทนอยู่อย่างไม่มีกะโหลกไป 6 เดือน ตามมาด้วยผ่าครั้งที่ 2 เพื่อปิดกะโหลกเทียม
โอ นี่เราจะเป็นแอนดรอยด์ขึ้นทุกทีแล้วซินะ
นี่คือ โรคที่กำลังเป็นตอนนี้ และบังเอิญว่า ไอ้กระดูกที่อักเสบนั้น มันคือ ส่วนของ กะโหลกศีรษะ มันก็เลยจะวุ่นวายนิดหน่อย
สาเหตุเกิดจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมองเมื่อปีก่อน และพอผ่านไป มันเกิดปัญหาขึ้น จนลุกลาม กลายเป็นอาการ กระดูก (กะโหลก) อักเสบ ซึ่งโดยปกติ วิธีรักษาคือ ตัดกระดูกส่วนนั้นทิ้งไป เพราะมันเป็นกระดูกที่ตายแล้ว
แต่เนื่องจากเราเป็นที่กะโหลก ครั้นจะตัดหัวทิ้งไป ก็กระไรอยู่ (เอ หรือจะมีหมอที่ไหนทำได้ 55)
ดังนั้น วิธีการรักษาที่หมอเสนอมาในตอนนี้คือ "แงะ" เอาส่วนของกะโหลกที่มีปัญหานั้น ทิ้งไป ซึ่งตอนนี้ คาดว่าน่าจะกินพื้นที่ประมาณ 2-3 นิ้ว
แต่ที่ "มันส์" กว่านั้นคือ ไอ้ตอนที่ต้องแงะกะโหลกส่วนที่ติดเชื้อทิ้งไปนั้น ต้องรักษาสมองต่ออีก 6 เดือน ทำให้ไม่สามารถใส่กะโหลกเทียมได้ทันที แต่ต้องรอให้การรักษาเรียบร้อยก่อน
"คุณก็จะมี 6 เดือนที่ไม่มีกะโหลกในส่วนนั้น แต่จะเย็บปิดหนังศีรษะไว้ให้ แล้วมันก็จะเพลินดี เวลาเห็นสมองมันเต้นตุบๆ" อืมม์ หมอพูดจนฟังแล้วนึกสนุก และนึกภาพตามได้อย่างน่าหวาดเสียว
หากครบ 6 เดือนแล้ว หมอเห็นว่า หายแน่ๆ ก็จะเอาโลหะขึ้นรูปให้เท่ากะโหลกที่ตัดทิ้งไป มาใส่แทนที่ แปะไว้ แล้วปิดแผล พักอีก 2-3 เดือน ก็น่าจะหายดี
งานนี้ ก็เลยต้องผ่าสมอง 2 ครั้ง ครั้งแรก แงะเอากะโหลกส่วนที่ติดเชื้อออก แล้วทนอยู่อย่างไม่มีกะโหลกไป 6 เดือน ตามมาด้วยผ่าครั้งที่ 2 เพื่อปิดกะโหลกเทียม
โอ นี่เราจะเป็นแอนดรอยด์ขึ้นทุกทีแล้วซินะ
โดราเอมอน ที่ สกาย ทรี โตเกียว (Tokyo Sky Tree)
วันนี้ มาเอาใจคนรักโดราเอมอนกันหน่อยค่ะ กับภาพน่ารักๆ ถ่ายมาจากร้านขายของที่ระลึก ที่ สกาย ทรี โตเกียว (Tokyo Sky Tree) ร้านนี้ มีของน่ารักๆ ขายเพียบ
ก่อนอื่น มาดูตัวสกายทรี กันนิดนึงก่อน
วันที่เราไป อากาศไม่ดีค่ะ ฝนตก เลยมองด้านบนแทบไม่เห็น เพราะเมฆมาก แต่เนื่องจากวันนี้ ไม่ได้ตั้งใจมาดูสกาย ทรี แต่ตั้งใจเอาภาพโดราเอมอนสวยๆ ในร้านที่อยู่ภายในสกาย ทรี มาให้ดู เลยขอส่งรูปสกาย ทรี มาแค่นี้ก่อน แล้วมาดูโดราเอมอนกันต่อนะคะ
เซ็ตนี้ เป็นเซ็ตที่ทางร้านตบแต่ง และขายตัวโดราเอมอนที่ทำจากพลาสติค เป็นตัวๆ ค่ะ
ตามมาด้วยเซ็ตนี้
อันนี้ ขายขนม รสชาติออกประมาณเค้ก ขนมไข่ แต่ไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่ กลัวโดราเอมอนหัวขาด 555
ตามมากันต่อ
อันนี้ ก็ขายเป็นตัวๆ ค่ะ ดูราคา ไม่ถูกเลยนะคะ หลายพันเยนเลย
ส่วนพวกนี้ เป็นองค์ประกอบในการขายอื่นๆ มีให้เลือกเยอะมาก และเราก็ได้ซื้อมาบางส่วน เอาไว้วันหลังจะลงภาพโดราเอมอนที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นให้ได้ชมกันค่ะ
วันนี้ขอสั้นๆ แค่นี้ก่อน
ถือว่าเอาความน่ารัก มาฝากกันเช้าวันจันทร์ เพื่อเพิ่มความสดใสในการทำงานนะคะ
วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560
รีวิว ร้าน Salad Factory (สลัด แฟคตอรี่)
ร้าน Salad Factory (สลัด แฟคตอรี่) เป็นร้านที่อยากแนะนำมากๆ เพราะอาหารคุณภาพดี ราคาไม่แพง ของดังของร้านนี้ ก็ตามชื่อเลย คือ สลัดประเภทต่างๆ ผักของร้านนี้ ต้องบอกว่า งานดีไปทั้งหมด เป็นผักที่สด อร่อย น่ากิน แต่สิ่งที่เราชอบมากกว่าสลัด คือ ของดังอีกอย่างของร้านนี้ คือ สเต็ก ที่มีให้เลือกเยอะแบบไปหมด ภาพแรกเลยขอนำเสนอสเต็กหมูสันคอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบมากที่สุด
ด้านราคา โวะ บอกเลยว่า สุดยอด มาดูใบเสร็จที่เพิ่งไปทานเมื่อวานนี้กัน จะเห็นว่า สเต็กจานนี้ แค่ 165 บาท และเขามีให้เลือกเครื่องเคียงด้วย เลือกได้ 2 อย่าง เรามักเลือกเห็ดย่าง กับผักย่างเสมอ แต่ก็มีบางคน เลือกเครื่องเคียงเป็นข้าว บอกได้เลย คุณจะอิ่มมาก เพราะเขาให้ข้าวมาแบบพูนๆ เยอะๆ เลยล่ะ
ร้านนี้ ต้องบอกก่อนว่า ที่นั่งน้อย คนเต็มเร็ว ดังนั้น โทรจองโต๊ะก่อน จะดีที่สุด แต่ถ้าโทรจอง ต้องมาตรงเวลา หากเลยไป 15 นาที เขาก็ไม่รอแล้ว (เราว่าถูกต้อง ไม่งั้นคนอื่นก็ไม่ได้กินสักที)
อาหารอีก 2 จานที่เราสั่งประจำ ก็ตามที่เห็นในเมนู คือ สลัดแซลมอนดิบ 200 บาท
กับยำมะม่วงปลาทอด 130 บาท อันนี้ ชอบมากๆ เพราะปลาทอดอร่อย และมาเคียงกับน้ำจิ้มมะม่วงเปรี้ยว ได้ใจจิ๊ดจ๊าด
ร้านนี้ มีหลายสาขา เช่น ที่เมืองทองธานี ในโรบินสันศรีสมาน เดอะคริสตัลราชพฤกษ์ และอาจจะมีที่อื่นที่เราไม่รู้อีก แต่สาขาที่เราไปประจำ คือ ที่ คริสตัล ปาร์ค วีรันด้า หรือที่คนมักเรียกกันว่า คริสตัล ปาร์ค เลียบด่วนรามอินทรานั่นแหละค่ะ พนักงานบริการดี แต่อย่างที่บอก โต๊ะเต็มเร็วมาก หากไม่จอง ก็ต้องรอคิวนาน
ทางด้านของสเต็กเนื้อ ร้านนี้ก็มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อราคาถูก ราคาหลักร้อย ไปยันเนื้อราคาแพง ที่ 600 กว่าบาท ก็เรียกว่า เอาตามใจชอบกัน
ด้านราคา โวะ บอกเลยว่า สุดยอด มาดูใบเสร็จที่เพิ่งไปทานเมื่อวานนี้กัน จะเห็นว่า สเต็กจานนี้ แค่ 165 บาท และเขามีให้เลือกเครื่องเคียงด้วย เลือกได้ 2 อย่าง เรามักเลือกเห็ดย่าง กับผักย่างเสมอ แต่ก็มีบางคน เลือกเครื่องเคียงเป็นข้าว บอกได้เลย คุณจะอิ่มมาก เพราะเขาให้ข้าวมาแบบพูนๆ เยอะๆ เลยล่ะ
ร้านนี้ ต้องบอกก่อนว่า ที่นั่งน้อย คนเต็มเร็ว ดังนั้น โทรจองโต๊ะก่อน จะดีที่สุด แต่ถ้าโทรจอง ต้องมาตรงเวลา หากเลยไป 15 นาที เขาก็ไม่รอแล้ว (เราว่าถูกต้อง ไม่งั้นคนอื่นก็ไม่ได้กินสักที)
อาหารอีก 2 จานที่เราสั่งประจำ ก็ตามที่เห็นในเมนู คือ สลัดแซลมอนดิบ 200 บาท
กับยำมะม่วงปลาทอด 130 บาท อันนี้ ชอบมากๆ เพราะปลาทอดอร่อย และมาเคียงกับน้ำจิ้มมะม่วงเปรี้ยว ได้ใจจิ๊ดจ๊าด
ร้านนี้ มีหลายสาขา เช่น ที่เมืองทองธานี ในโรบินสันศรีสมาน เดอะคริสตัลราชพฤกษ์ และอาจจะมีที่อื่นที่เราไม่รู้อีก แต่สาขาที่เราไปประจำ คือ ที่ คริสตัล ปาร์ค วีรันด้า หรือที่คนมักเรียกกันว่า คริสตัล ปาร์ค เลียบด่วนรามอินทรานั่นแหละค่ะ พนักงานบริการดี แต่อย่างที่บอก โต๊ะเต็มเร็วมาก หากไม่จอง ก็ต้องรอคิวนาน
ทางด้านของสเต็กเนื้อ ร้านนี้ก็มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อราคาถูก ราคาหลักร้อย ไปยันเนื้อราคาแพง ที่ 600 กว่าบาท ก็เรียกว่า เอาตามใจชอบกัน
เอาภาพมาให้ดูกันเพิ่ม ว่าถ้าสั่งข้าว ได้ขนาดนี้เลย เราก็เลยไม่ค่อยสั่ง เพราะรู้สึกเยอะเกิน
ส่วนอันนี้ เครื่องเคียงเป็นผักโขม ก็อร่อยดี
อันนี้ เครื่องเคียงแบบที่เราสั่งประจำ คือ เห็ดย่าง กับผักย่าง
อ้อ ด้านสลัดของเขาที่ดังๆ เวลาสั่ง อาจตกใจนิด เพราะจะมาเป็นชามใหญ่มากๆ อย่างชามนี้เป็นสลัดหมูย่างสมุนไพร และไม่ว่าสั่งสลัดอะไร ก็จะมาเป็นชามยักษ์แบบนี้หมด
มาดูสเต็กกันอีกที
รวมความแล้ว ร้านที่ ให้ 9/10 คือ ดีไปหมด แต่ครั้นจะให้ 10/10 ก็ยังไม่แน่ใจ เผื่อเจอร้านอื่นอร่อยกว่า เลยขอหักไว้คะแนนนึงก่อนก็แล้วกัน 55 แต่แนะนำให้ไปใช้บริการกันนะคะ โดยเฉพาะคนที่ชอบสลัก และสเต็ก มันยอดมาก
ผ่าตัดสมอง
ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)
เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...
-
เรื่องสั้น "เบื้องหลังรอยยิ้มของโมนาลิซา" ตีพิมพ์ใน "ขายหัวเราะ" วันที่ 6 ก.ค. พ.ศ.2559 เป็นเรื่องสั้นที่ "รัก...
-
ร้าน Salad Factory (สลัด แฟคตอรี่) เป็นร้านที่อยากแนะนำมากๆ เพราะอาหารคุณภาพดี ราคาไม่แพง ของดังของร้านนี้ ก็ตามชื่อเลย คือ สลัดประเภทต่างๆ...
-
เรื่องสั้น "อโหสิกรรม" / ตีพิมพ์แล้ว ใน "ขายหัวเราะ" มิ.ย.2559 ตัดสินใจเขียนเรื่องสั้น หลังจากรู้ว่า มีเนื้องอกในสมอง ...



















































