วกไปเรื่องกิน เรื่องเที่ยว มาแป๊บนึงล่ะ ขอกลับมาเรื่องสุขภาพกันบ้างนะคะ
เมื่อหลายปีมาแล้ว เรามีปัญหาในการเดินค่ะ โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วต้องเดินเยอะๆ ก็มักจะเดินไม่ไหว จนโดนคนในกลุ่มที่ไปด้วยกันต่อว่าเอา เราก็ไม่รู้ทำไม ถึงเจ็บข้อเท้าบ่อยๆ ก็เลยชักท้อที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ
จนวันนึง ตัดสินใจไปหาหมอ คุณหมอบอกว่า เป็นโรค "เท้าแบน" ก็คือ พวกไม่มีอุ้งเท้า (ส่วนเว้าตรงกลางเท้า) และแนะนำให้ใส่รองเท้าที่มีอุ้งเท้ารองรับ (จริงๆ คุณหมอแนะนำยี่ห้อด้วย แต่ไม่อยากโฆษณา 555)
ไอ้เราก็ไม่แน่ใจว่า รองเท้า มันจะช่วยอะไร แถมยังราคาแพง เมื่อหลายปีก่อนโน้น รองเท้าแบบที่หมอแนะนำ ราคาหลักพัน ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าทำงาน เราต้องซื้อที่ 4,000 บาทเลยทีเดียว แต่เอาล่ะ อยากรู้ว่าจะหายไหม ก็เลยซื้อรองเท้าตามที่หมอบอก แล้วก็ได้ผล เราเดินได้ไกล โดยไม่เจ็บเท้าอีก และผ่านไปประมาณ 3 ปี อาการเท้าแบนก็เริ่มหายไป จากคนไม่มีอุ้งเท้า เราก็เกิดมีอุ้งเท้าขึ้น แต่ก็ยังคงใส่รองเท้าสุขภาพนั้นมาตลอด (และโชคดี ที่ตอนนี้ มีหลายยี่ห้อ ราคาก็ถูกลง ไม่ถึงพันแล้ว) ทำให้ตอนนี้ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ก็เดินระยะไกลได้สะดวก จากที่เคยหวาดหวั่นการแบกเป้ไปเที่ยวต่างประเทศ ตอนนี้ก็ไปได้สบายบ่อยๆ เดินฉิวๆ
ไม่คิดเลยว่า แค่เปลี่ยนรองเท้า ก็เปลี่ยนชีวิตไปได้มากทีเดียว
ถ้าใครที่เจ็บเท้า หรือข้อเท้าบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ หรือเดินไกลๆ แล้วเดินไม่ไหว ลองพิจารณาตัวเองดูนะคะ ว่ามีอุ้งเท้ามากพอไหม หากเป็นคนเท้าแบน แค่ซื้อรองเท้าที่มีการเสริมอุ้งเท้ามาใส่ จะเดินได้ดีขึ้น และไม่เจ็บอีกแน่นอน
I-Dea Stories (ไอ) เดียสตอรี่ส์ เป็นบล็อคที่รวบรวมผลงานเขียนส่วนตัวของอดีตสองนักข่าวบางกอกโพสต์ ซึ่งมีมากหมายหลายประเภท ทั้ง เรื่องสั้น บทความประวัติศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา และที่สำคัญ สิ่งที่เป็นอาชีพของเราในยามนี้ คือ การท่องเที่ยว ที่พ่วงอาหารการกินมาด้วยโดยปริยาย (อ่านฟรีฮับ)
วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
ซูชิเวียน ที่ฟูกูโอกะ
ต้องออกตัวก่อนว่า ก่อนหน้าโน้นนนน... ไม่เคยกล้ากินซูชิ หรือซาชิมิ เพราะคิดว่า มันเป็นของดิบ จะกินได้ยังไง แต่ในการไปฟูกูโอกะ เมื่อปี 2010 ก็ทำให้ตัดสินใจที่จะลองกินซูชิเป็นครั้งแรก ในร้านซูชิเวียน ที่สถานีรถไฟหลักของฟูกูโอกะ (สถานีฮากาตะ) และตั้งแต่นั้นมา ก็กินได้กินดี จนอ้วนพี
ซูชินี่มันอร่อยจริงๆ แฮะ
มาเริ่มกันที่หน้าไข่ปลาแซลมอน อันนี้ มาอลังการมากจริงๆ ให้มาแบบล้นๆ เป็นร้านซูชิเวียนที่ใจดีจริงๆ ทีแรกก็ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะกินดีไหม มันจะเลี่ยนหรือเปล่า แต่เอาว่ะ ไหนๆ เข้าร้าน ตั้งใจมาลองแล้ว เจออะไรหน้าหน้าตาดี ก็ลองซะให้หมด และในที่สุด จานนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในจานโปรด อร่อยจริงๆ
จากนั้น ก็เลือกหยิบเอาแบบ อันไหนผ่านหน้ามา แล้วเห็นว่า ท่าทางกินได้ ก็หยิบมันหมด เลยได้มาเยอะแยะอย่างนี้แหละ
หน้าแซลมอน ตอนนี้ ถือว่าธรรมดา กินได้กินดี จากที่เมื่อก่อนไม่กล้ากิน เดี๋ยวนี้ สั่งประจำ
หน้าหอยเชลล์ ก็หวั่นอยู่ ว่าจะกินได้ไหม หอยดิบๆ แต่ก็ เออ หวานอร่อยแฮะ
หน้าปลาหมึก อันนี้ ดูเหมือนจะสุก ผ่านการต้มมาแล้ว ทีแรกคิดว่าคงเหนียว แต่กลับไม่เหนียวอย่างที่คิด
ส่วนอันนี้ ดูจากหน้าตา ไม่สวยเอาเสียเลย แต่เลือกหยิบมา เพราะเขาเขียนว่าปู และมันปู เลยอยากลอง ในที่สุด บอกได้เลย จานนี้ อร่อยโคตรๆ ถือว่า อร่อยที่สุดในร้าน จนต้องหยิบมาอีกหลายจาน ได้รสชาติปูเต็มๆ แถมมันปูที่สีแปลกๆ ไม่เหมือนบ้านเรา ก็มันอร่อยเด็ดจริงๆ
อันนี้ พิเศษ น่าจะเป็นกั้งตัวเล็ก อร่อยมากเหมือนกัน ไม่เคยเห็นที่เมืองไทยทำกันนะ หรืออาจจะมี แต่เราไม่เคยเจอเองก็ได้
อันนี้ ทีแรกก็กะว่า จะไม่กิน แต่เอ้า ลองหน่อย หน้ามะเขือม่วง ก็ใช้ได้ เห็นเมืองไทยมีทำกันหลายร้านแล้ว
อันนี้ก็หนึ่งในไฮไลท์ คือ หน้าไข่หอยเม่น คิดอยู่นาน กว่าจะหยิบ แต่พอได้หยิบ ต้องขอสอง อร่อยโฮก
อันนี้ เหมือนเขาเรียก ซูชิกด คือ ไม่ได้ปั้น แต่เอาเข้าไปกดในกล่องไม้ ในห้างหลายห้างก็มีขาย แต่บางที ขายเป็นทั้งก้อนเลย มาเป็นแท่งๆ เคยซื้อกิน ก็อิ่มดีนะ ข้าวแน่น ปลาแน่น
ไฮไลท์สุดท้าย เป็นหน้าปลาไหล อันนี้ เขาไม่ทำออกมาเป็นซูชิเวียน แต่จะทำต่อเมื่อมีการสั่งเท่านั้น
ราคาซูชิเวียนส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณจานละ 100-300 เยน แล้วแต่ชนิดปลา แต่ปลาไหลนี่ 400 เยน (ไปปี 2010 และ 2015 ร้านเดิม พบว่า ราคาเดิม แต่ตอนนี้ ไม่แน่ใจว่าปรับราคาหรือยัง)
ตั้งแต่ลองซูชิร้านนี้เป็นร้านแรก ก็กินได้กินดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า บางร้าน ทำไม่อร่อย ก็ต้องทำใจ เหมือนอาหารทั่วไป มีท้งร้านที่ทำดีและทำไม่ดี แต่รวมๆ แล้ว ตอนนี้ ซูชิก็เป็นหนึ่งในของโปรด แต่พอกลัวอ้วน ก็ชักจะหันไปกินซาชิมิแทน แต่บางอย่าง ก็ต้องเป็นซูชิ ถึงจะออกมาได้อร่อย
วันหลังจะเอาซูชิร้านดีๆ ที่เมืองไทยมาฝากกันนะคะ
ซูชินี่มันอร่อยจริงๆ แฮะ
มาเริ่มกันที่หน้าไข่ปลาแซลมอน อันนี้ มาอลังการมากจริงๆ ให้มาแบบล้นๆ เป็นร้านซูชิเวียนที่ใจดีจริงๆ ทีแรกก็ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะกินดีไหม มันจะเลี่ยนหรือเปล่า แต่เอาว่ะ ไหนๆ เข้าร้าน ตั้งใจมาลองแล้ว เจออะไรหน้าหน้าตาดี ก็ลองซะให้หมด และในที่สุด จานนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในจานโปรด อร่อยจริงๆ
จากนั้น ก็เลือกหยิบเอาแบบ อันไหนผ่านหน้ามา แล้วเห็นว่า ท่าทางกินได้ ก็หยิบมันหมด เลยได้มาเยอะแยะอย่างนี้แหละ
หน้าแซลมอน ตอนนี้ ถือว่าธรรมดา กินได้กินดี จากที่เมื่อก่อนไม่กล้ากิน เดี๋ยวนี้ สั่งประจำ
หน้าหอยเชลล์ ก็หวั่นอยู่ ว่าจะกินได้ไหม หอยดิบๆ แต่ก็ เออ หวานอร่อยแฮะ
หน้าปลาหมึก อันนี้ ดูเหมือนจะสุก ผ่านการต้มมาแล้ว ทีแรกคิดว่าคงเหนียว แต่กลับไม่เหนียวอย่างที่คิด
ส่วนอันนี้ ดูจากหน้าตา ไม่สวยเอาเสียเลย แต่เลือกหยิบมา เพราะเขาเขียนว่าปู และมันปู เลยอยากลอง ในที่สุด บอกได้เลย จานนี้ อร่อยโคตรๆ ถือว่า อร่อยที่สุดในร้าน จนต้องหยิบมาอีกหลายจาน ได้รสชาติปูเต็มๆ แถมมันปูที่สีแปลกๆ ไม่เหมือนบ้านเรา ก็มันอร่อยเด็ดจริงๆ
อันนี้ พิเศษ น่าจะเป็นกั้งตัวเล็ก อร่อยมากเหมือนกัน ไม่เคยเห็นที่เมืองไทยทำกันนะ หรืออาจจะมี แต่เราไม่เคยเจอเองก็ได้
อันนี้ ทีแรกก็กะว่า จะไม่กิน แต่เอ้า ลองหน่อย หน้ามะเขือม่วง ก็ใช้ได้ เห็นเมืองไทยมีทำกันหลายร้านแล้ว
อันนี้ก็หนึ่งในไฮไลท์ คือ หน้าไข่หอยเม่น คิดอยู่นาน กว่าจะหยิบ แต่พอได้หยิบ ต้องขอสอง อร่อยโฮก
อันนี้ เหมือนเขาเรียก ซูชิกด คือ ไม่ได้ปั้น แต่เอาเข้าไปกดในกล่องไม้ ในห้างหลายห้างก็มีขาย แต่บางที ขายเป็นทั้งก้อนเลย มาเป็นแท่งๆ เคยซื้อกิน ก็อิ่มดีนะ ข้าวแน่น ปลาแน่น
ไฮไลท์สุดท้าย เป็นหน้าปลาไหล อันนี้ เขาไม่ทำออกมาเป็นซูชิเวียน แต่จะทำต่อเมื่อมีการสั่งเท่านั้น
ราคาซูชิเวียนส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณจานละ 100-300 เยน แล้วแต่ชนิดปลา แต่ปลาไหลนี่ 400 เยน (ไปปี 2010 และ 2015 ร้านเดิม พบว่า ราคาเดิม แต่ตอนนี้ ไม่แน่ใจว่าปรับราคาหรือยัง)
ตั้งแต่ลองซูชิร้านนี้เป็นร้านแรก ก็กินได้กินดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า บางร้าน ทำไม่อร่อย ก็ต้องทำใจ เหมือนอาหารทั่วไป มีท้งร้านที่ทำดีและทำไม่ดี แต่รวมๆ แล้ว ตอนนี้ ซูชิก็เป็นหนึ่งในของโปรด แต่พอกลัวอ้วน ก็ชักจะหันไปกินซาชิมิแทน แต่บางอย่าง ก็ต้องเป็นซูชิ ถึงจะออกมาได้อร่อย
วันหลังจะเอาซูชิร้านดีๆ ที่เมืองไทยมาฝากกันนะคะ
วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560
รีวิว Siam Bayshore Pattaya โรงแรม สยามเบย์ชอร์ พัทยา
แม้ว่าเราจะป่วยด้วยโรคทางสมอง แต่เราก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ว่าแล้ว ก็หาที่เที่ยว ที่กินกันไป วันนี้ เลยมารีวิว Siam Bayshore Pattaya โรงแรม สยามเบย์ชอร์ พัทยา ให้ได้เห็นภาพกัน เผื่อใครจะไปพักบ้าง
เอารูปที่คิดเองว่าเป็นจุดเด่นมาโชว์กันก่อน ส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในโรงแรม แต่ต้องเดินข้ามถนนแคบๆ ออกมา ก็จะเจอมุมนี้ สวยดี และไม่พลุกพล่าน เพราะแม้ว่าจะต้องเดินข้ามมาหน่อย แต่ส่วนที่ข้ามมา ก็ยังมาเจอเป็นร้านอาหาร และสระว่ายน้ำของโรงแรมอยู่ดี เลยเป็นโซนที่คนนอกไม่ค่อยได้เข้ามา กลายเป็นเหมือนสถานที่ส่วนตัวของโรงแรมไปซะอย่างนั้น และเท่าที่เห็นในภาพ มีคนมาจองจัดงานแต่งงานตรงนี้หลายคู่อยู่ ภาพนี้ถ่ายตอนเย็นๆ เลยมีเรือหาปลาออกมาเยอะ
แต่ก็ต้องบอกด้วยว่า วิวทะเลสวยๆ ก็มีเท่าที่เห็นในรูปนี้แหละ เลยออกไปก็ไม่ค่อยสวยแล้ว และเป็นส่วนที่เล่นน้ำไม่ได้ มองได้อย่างเดียว แต่เราชอบ เพราะเราไม่ได้อยากลงทะเลสักเท่าไหร่ ได้มองวิวนี้ก็แฮปปี้แล้ว
ทีนี้ กลับไปเริ่มต้นกัน บอกตามตรงว่า ไม่รู้จักโรงแรมนี้มาก่อนค่ะ แต่พอดีว่า ไมล์การบินไทยที่สะสมไว้จำนวนนึง จะหมดอายุ เลยมองหาว่า จะใช้ทำอะไรดี แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะลองแลกเป็นห้องพักโรงแรม ด้วยโจทย์ที่ว่า เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ก็เลยเลือกไปที่พัทยา ทีแรกจะเลือกดุสิตธานี แต่พอโทรไปถาม ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และไม่รวมอาหารเช้า รวมราคาไปๆ มาๆ เหมือนต้องจ่ายใหม่แบบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแลกไมล์สักเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนใจ โทรถาม โรงแรม สยามเบย์ชอร์ พัทยา ปรากฎว่า ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีก หลังจากแลกไมล์แล้ว และรวมอาหารเช้ามาให้ด้วย ก็เลยแลกไมล์ที่ 18,000 ไมล์ สำหรับห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้า (2 คน) และผลที่ได้มาคือ ประทับใจมาก เป็นโรงแรมที่บรรยากาศดี และอาหารเช้าสุดยอด เหมาะกับคนชอบไลน์อาหารเช้าเยอะๆ
(ขอใส่ความเห็นส่วนตัวหน่อยว่า บางที การแลกไมล์ หรือแลกบัตรกำนัลอะไรก็ตาม เราจะได้เห็นความ "ไม่ซื่อตรง" ของผู้ให้บริการนะคะ เช่นว่า ถ้าจองดื้อๆ โดยไม่แลกไมล์ เฮ้ย คิดราคาถูกกว่า แต่พอบอกว่าแลกไมล์ปุ๊บ ปรับราคาขึ้นไปอีก เรียกภาษีอีก เรียกค่าอาหารเช้าอีก ถ้าไม่คำนวณดีๆ เหมือนถูกหลอก เราเลยชอบสยามเบย์ชอร์ ซึ่งเป็นเครือของ สุโกศล รู้สึกว่า เขาซื่อตรง แลกก็แลก ให้เรทแบบปกติ ไม่ได้บวกนั่นโน่น ถือว่าได้ใจค่ะ)
มาเริ่มกันที่ตอนเข้าไปเช็คอิน แค่บอกชื่อ เจ้าหน้าที่โรงแรมก็เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว มอบคีย์การ์ดห้องให้ 2 ใบ (อันนี้ชอบค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ โรงแรมหลายแห่ง ให้คีย์การ์ดใบเดียว เวลาพัก 2 คนแล้วเข้าออกไม่พร้อมกัน จะลำบากนิดหน่อย) จากนั้น ระหว่างรอพนักงานพาไปที่ห้อง ก็มี welcome drink มาให้คนละชุด เป็นน้ำกระเจี๊ยบ กับขนมคล้ายๆ ข้าวพอง กับผ้าเย็น ชื่นใจค่ะ
อันนี้เป็นคีย์การ์ด ส่วนคนที่นำรถยนต์ส่วนตัวมา ก็จะได้บัตรจอดรถด้วย ที่จอดรถ มีน้อย แต่ก็เพียงพอ
ส่วนที่นั่งรอตรงล็อบบี้ ก็สะดวกสบายดีค่ะ
เราได้ห้องที่อยู่อาคารที่ 2 ซึ่งเป็นห้องแบบ park view คือ ไม่เห็นทะเล ได้วิวสวน ซึ่งก็เงียบสงบดี เสียแต่เดินไกลหน่อยจากล็อบบี้ และห้องอาหาร (ทางโรงแรมมีบริการรถกอล์ฟ แต่ช้าค่ะ เดินเองเร็วกว่า และโชคดีว่าตอนที่ไป คือเดือนธันวาคม เป็นการเดินในฤดูหนาว ถ้าต้องเดินในฤดูร้อน อาจจะเหงื่อซึมได้เหมือนกัน)
สำหรับห้องพัก เรียกว่า ถูกใจ กว้างขวางใหญ่โตดี ห้องน้ำ ใหญ่ได้ใจ มีอ่างอาบน้ำ ที่สามารถเปิดเชื่อมมองเห็นห้องนอน เรียกว่า แช่อ่างอาบน้ำไป มองตากับคนบนเตียงไปได้
เห็นอ่างน้ำอยู่
นอกจากอ่างก็มีห้องอาบน้ำด้วย
เกือบจะดีแล้วเชียว แต่ในห้องน้ำ มีแค่ครีมอาบน้ำ กับสบู่ล้างมือ ไม่มีแชมพู ถ้ามีแชมพูอีกนิดก็แจ่มล่ะ
ห้องไม่มีวิวทะเล มีวิวสวน (ถ้าวิวทะเล ต้องจ่ายเพิ่ม แต่วิวสวน ก็สบายพอล่ะ ทะเลรอให้เราเดินไปหาเองก็ได้)
นอนไป 1 คืน ถือว่า ประทับในห้องพักมากๆ ให้ 9 เต็ม 10 (หักคะแนนออกไป เพราะไม่มีกาแฟในห้อง และใช้ผ้าขาวม้าแทนผ้าเช็ดตัวไม่เป็น)
พอเช้าขึ้นมา ก็ถึงเวลาที่รอคอย เพราะเวลาไปโรงแรมไหนๆ เรามักชอบดูไลน์อาหารเช้า พอเริ่มเข้าไปนั่ง เราขอกาแฟ เขาให้มาเป็นกาเล็กๆ บริการดีเยี่ยม
มีเครื่องทำแพนเค้กด้วย สนุกล่ะ
เอารูปที่คิดเองว่าเป็นจุดเด่นมาโชว์กันก่อน ส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในโรงแรม แต่ต้องเดินข้ามถนนแคบๆ ออกมา ก็จะเจอมุมนี้ สวยดี และไม่พลุกพล่าน เพราะแม้ว่าจะต้องเดินข้ามมาหน่อย แต่ส่วนที่ข้ามมา ก็ยังมาเจอเป็นร้านอาหาร และสระว่ายน้ำของโรงแรมอยู่ดี เลยเป็นโซนที่คนนอกไม่ค่อยได้เข้ามา กลายเป็นเหมือนสถานที่ส่วนตัวของโรงแรมไปซะอย่างนั้น และเท่าที่เห็นในภาพ มีคนมาจองจัดงานแต่งงานตรงนี้หลายคู่อยู่ ภาพนี้ถ่ายตอนเย็นๆ เลยมีเรือหาปลาออกมาเยอะ
แต่ก็ต้องบอกด้วยว่า วิวทะเลสวยๆ ก็มีเท่าที่เห็นในรูปนี้แหละ เลยออกไปก็ไม่ค่อยสวยแล้ว และเป็นส่วนที่เล่นน้ำไม่ได้ มองได้อย่างเดียว แต่เราชอบ เพราะเราไม่ได้อยากลงทะเลสักเท่าไหร่ ได้มองวิวนี้ก็แฮปปี้แล้ว
ทีนี้ กลับไปเริ่มต้นกัน บอกตามตรงว่า ไม่รู้จักโรงแรมนี้มาก่อนค่ะ แต่พอดีว่า ไมล์การบินไทยที่สะสมไว้จำนวนนึง จะหมดอายุ เลยมองหาว่า จะใช้ทำอะไรดี แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะลองแลกเป็นห้องพักโรงแรม ด้วยโจทย์ที่ว่า เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ก็เลยเลือกไปที่พัทยา ทีแรกจะเลือกดุสิตธานี แต่พอโทรไปถาม ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และไม่รวมอาหารเช้า รวมราคาไปๆ มาๆ เหมือนต้องจ่ายใหม่แบบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแลกไมล์สักเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนใจ โทรถาม โรงแรม สยามเบย์ชอร์ พัทยา ปรากฎว่า ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีก หลังจากแลกไมล์แล้ว และรวมอาหารเช้ามาให้ด้วย ก็เลยแลกไมล์ที่ 18,000 ไมล์ สำหรับห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้า (2 คน) และผลที่ได้มาคือ ประทับใจมาก เป็นโรงแรมที่บรรยากาศดี และอาหารเช้าสุดยอด เหมาะกับคนชอบไลน์อาหารเช้าเยอะๆ
(ขอใส่ความเห็นส่วนตัวหน่อยว่า บางที การแลกไมล์ หรือแลกบัตรกำนัลอะไรก็ตาม เราจะได้เห็นความ "ไม่ซื่อตรง" ของผู้ให้บริการนะคะ เช่นว่า ถ้าจองดื้อๆ โดยไม่แลกไมล์ เฮ้ย คิดราคาถูกกว่า แต่พอบอกว่าแลกไมล์ปุ๊บ ปรับราคาขึ้นไปอีก เรียกภาษีอีก เรียกค่าอาหารเช้าอีก ถ้าไม่คำนวณดีๆ เหมือนถูกหลอก เราเลยชอบสยามเบย์ชอร์ ซึ่งเป็นเครือของ สุโกศล รู้สึกว่า เขาซื่อตรง แลกก็แลก ให้เรทแบบปกติ ไม่ได้บวกนั่นโน่น ถือว่าได้ใจค่ะ)
มาเริ่มกันที่ตอนเข้าไปเช็คอิน แค่บอกชื่อ เจ้าหน้าที่โรงแรมก็เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว มอบคีย์การ์ดห้องให้ 2 ใบ (อันนี้ชอบค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ โรงแรมหลายแห่ง ให้คีย์การ์ดใบเดียว เวลาพัก 2 คนแล้วเข้าออกไม่พร้อมกัน จะลำบากนิดหน่อย) จากนั้น ระหว่างรอพนักงานพาไปที่ห้อง ก็มี welcome drink มาให้คนละชุด เป็นน้ำกระเจี๊ยบ กับขนมคล้ายๆ ข้าวพอง กับผ้าเย็น ชื่นใจค่ะ
อันนี้เป็นคีย์การ์ด ส่วนคนที่นำรถยนต์ส่วนตัวมา ก็จะได้บัตรจอดรถด้วย ที่จอดรถ มีน้อย แต่ก็เพียงพอ
ส่วนที่นั่งรอตรงล็อบบี้ ก็สะดวกสบายดีค่ะ
เราได้ห้องที่อยู่อาคารที่ 2 ซึ่งเป็นห้องแบบ park view คือ ไม่เห็นทะเล ได้วิวสวน ซึ่งก็เงียบสงบดี เสียแต่เดินไกลหน่อยจากล็อบบี้ และห้องอาหาร (ทางโรงแรมมีบริการรถกอล์ฟ แต่ช้าค่ะ เดินเองเร็วกว่า และโชคดีว่าตอนที่ไป คือเดือนธันวาคม เป็นการเดินในฤดูหนาว ถ้าต้องเดินในฤดูร้อน อาจจะเหงื่อซึมได้เหมือนกัน)
สำหรับห้องพัก เรียกว่า ถูกใจ กว้างขวางใหญ่โตดี ห้องน้ำ ใหญ่ได้ใจ มีอ่างอาบน้ำ ที่สามารถเปิดเชื่อมมองเห็นห้องนอน เรียกว่า แช่อ่างอาบน้ำไป มองตากับคนบนเตียงไปได้
อันนี้ มุมมองจากเตียง เห็นไปถึงห้องน้ำ
เห็นอ่างน้ำอยู่
นอกจากอ่างก็มีห้องอาบน้ำด้วย
เกือบจะดีแล้วเชียว แต่ในห้องน้ำ มีแค่ครีมอาบน้ำ กับสบู่ล้างมือ ไม่มีแชมพู ถ้ามีแชมพูอีกนิดก็แจ่มล่ะ
มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาตรฐาน 2 ผืน ส่วนผ้าผืนเล็ก ทำเก๋ค่ะ ด้วยการให้เป็นผ้าขาวม้า อืมม์ ไม่ถนัดเท่าไหร่ ลองใช้แล้ว ไม่ถนัดจริงๆ แต่ก็พอกล้อมแกล้ม คือ มันสากไป เวลาเช็ดผม ก็รู้สึกแปลกๆ แต่คิดว่าฝรั่งน่าจะชอบ
สำหรับของที่ให้บริการในห้องนอน ออกแนวแปลกนิดนึง คือไม่มีกาแฟให้ แต่มีเครื่องดื่มรสเผือกแทน รสชาติก็ อร่อย ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้มีกาแฟมากกว่า
ตู้เย็นขนาดกลาง
มีน้ำให้ 2 ขวดตามมาตรฐาน
มีตู้เซฟให้ด้วย
ทีวีใหญ่ นอนดูกันเพลินเลย
ข้างทีวี มีเดย์เบด นอนสบาย นี่ถ้ามีเพื่อนมาเยี่ยม ให้นอนตรงนี้ นานๆ ได้เลย เพราะนอนสบายจริงๆ
พอออกไปนอกระเบียง ก็เยี่ยมมาก มีเก้าอี้สีสดใส แต่เราไม่ค่อยได้ใช้บริการตรงนี้เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าอยู่ในห้องเย็นๆ ดีกว่า แต่ก็เห็นฝรั่งชอบออกมานั่งชมนกชมไม้ที่ระเบียงกัน
ห้องไม่มีวิวทะเล มีวิวสวน (ถ้าวิวทะเล ต้องจ่ายเพิ่ม แต่วิวสวน ก็สบายพอล่ะ ทะเลรอให้เราเดินไปหาเองก็ได้)
นอนไป 1 คืน ถือว่า ประทับในห้องพักมากๆ ให้ 9 เต็ม 10 (หักคะแนนออกไป เพราะไม่มีกาแฟในห้อง และใช้ผ้าขาวม้าแทนผ้าเช็ดตัวไม่เป็น)
พอเช้าขึ้นมา ก็ถึงเวลาที่รอคอย เพราะเวลาไปโรงแรมไหนๆ เรามักชอบดูไลน์อาหารเช้า พอเริ่มเข้าไปนั่ง เราขอกาแฟ เขาให้มาเป็นกาเล็กๆ บริการดีเยี่ยม
มีสเตชั่นไข่ด้วย เแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ก็ถือว่าพร้อม ทั้งไข่ต้ม ไข่ดาว ออมเล็ต แถมมีไข่กระทะ นอกนั้นก็มี ข้าวต้ม ขนมปังสารพัน
ชอบที่มีชีสเยอะๆ
ที่แปลกหน่อยคือ เป็นอาหารเช้า แต่มีมุมซูชิ ไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ถือว่าทำให้สนุก
รวมๆ แล้ว ที่นี่ บริการดี เยี่ยมเกือบทุกอย่าง กะว่า เดี๋ยวหนาวหน่อยจะไปพักที่นี่อีก เพราะชอบไลน์อาหารเช้า กับห้องนอนสบายๆ และวิวทะเลสวยๆ แต่คราวหน้าถ้าไป ต้องจ่ายเองแล้วซิ 55 แต่ยอมจ่ายค่ะ เพราะทุกอย่างดีจริงๆ
วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560
เมื่อดอกไม้บาน
ภาพในเซ็ตนี้ ถ่ายที่จังหวัดจันทบุรีทั้งหมดค่ะ วันหลังจะเอาภาพจากจังหวัดอื่นๆ มาฝาก
ผ่าตัดสมอง
ผ่าตัดสมองเหรอ...เรื่องเล็กน่า :)
เมื่อต้นปี 2559 เรามีอาการผิดปกติ เหมือนจะชัก เลยไปหาหมอ ตรวจพบว่า มีเนื้องอกในเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังเป็นขนาดเล็ก และเนื้องอกประเภทนี้ ส่วนใหญ...
-
เรื่องสั้น "เบื้องหลังรอยยิ้มของโมนาลิซา" ตีพิมพ์ใน "ขายหัวเราะ" วันที่ 6 ก.ค. พ.ศ.2559 เป็นเรื่องสั้นที่ "รัก...
-
ร้าน Salad Factory (สลัด แฟคตอรี่) เป็นร้านที่อยากแนะนำมากๆ เพราะอาหารคุณภาพดี ราคาไม่แพง ของดังของร้านนี้ ก็ตามชื่อเลย คือ สลัดประเภทต่างๆ...
-
เรื่องสั้น "อโหสิกรรม" / ตีพิมพ์แล้ว ใน "ขายหัวเราะ" มิ.ย.2559 ตัดสินใจเขียนเรื่องสั้น หลังจากรู้ว่า มีเนื้องอกในสมอง ...





























































